Google เปิดตัว AI Mode บน Search Labs ยกเครื่องประสบการณ์การค้นหาด้วย Gemini 2.0
วันที่ 5 มีนาคม 2025 Google เปิดตัวโหมดค้นหาใหม่ “AI Mode” บน Search Labs ขับเคลื่อนด้วย Gemini 2.0 ให้ผู้ใช้ถามคำถามซับซ้อนแบบสนทนาและได้คำตอบที่สังเคราะห์จากหลายแหล่ง เบื้องต้นเปิดให้เฉพาะผู้สมัครสมาชิก Google One AI Premium ในสหรัฐฯ เลือกใช้งาน
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2025 Google ประกาศผ่านบล็อกทางการว่าได้เปิดตัวโหมดค้นหาใหม่ “AI Mode” บนแพลตฟอร์มฟีเจอร์ทดลอง Search Labs ฟีเจอร์นี้ขับเคลื่อนด้วย Gemini 2.0 ทำให้ผู้ใช้สามารถตั้งคำถามที่ซับซ้อนหรือมีหลายมิติในรูปแบบการสนทนาที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ระบบจะรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งมาสังเคราะห์เป็นคำตอบที่ครบถ้วนในคราวเดียว แทนที่จะเป็นรายการ “ลิงก์สีน้ำเงินสิบรายการ” แบบเดิม ปัจจุบัน AI Mode เปิดให้ใช้งานเฉพาะผู้สมัครสมาชิก Google One AI Premium ในสหรัฐอเมริกา และต้องเลือกเปิดใช้งาน (opt-in) ผ่าน Search Labs ด้วยตนเอง ยังไม่เปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปใช้งาน
ตามคำอธิบายของ Google เบื้องหลัง AI Mode ใช้เทคนิคที่เรียกว่า “query fan-out” คือระบบจะแตกคำถามที่ซับซ้อนของผู้ใช้ออกเป็นคำถามย่อยหลายข้อ ค้นหาและตรวจสอบข้อมูลของแต่ละคำถามย่อยพร้อมกัน แล้วนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาสรุปรวมเป็นคำตอบที่มีโครงสร้างชัดเจน จุดที่ต่างจาก AI Overviews ที่ Google เคยแสดงเหนือผลการค้นหาทั่วไปคือ AI Mode เป็นแท็บโหมดค้นหาที่แยกออกมาต่างหาก ผู้ใช้สามารถถามคำถามต่อเนื่องจากคำตอบเดิมได้ ประสบการณ์จึงใกล้เคียงกับการสนทนากับแชตบอต AI มากกว่าการค้นหาครั้งเดียวได้คำตอบครั้งเดียว
นัยเชิงเทคนิค: จาก “หาลิงก์” สู่ “แตกคำถาม”
ตรรกะหลักของเสิร์ชเอนจินแบบดั้งเดิมคือการจับคู่คำสำคัญกับหน้าเว็บ จัดอันดับด้วยอัลกอริทึม แล้วแสดงเป็นรายการลิงก์ให้ผู้ใช้คลิกเข้าไปอ่านและเปรียบเทียบเอง AI Mode มอบหมายงาน “หาข้อมูล” นี้ให้โมเดลทำแทน โดย Gemini 2.0 จะทำความเข้าใจก่อนว่าผู้ใช้ต้องการรู้อะไรจริงๆ จากนั้นสร้างมุมมองการค้นหาหลายมุมโดยอัตโนมัติ แล้วรวบรวมเป็นคำตอบที่อ่านได้ทันที นี่สะท้อนว่า Google กำลังยกระดับความสามารถเชิงสนทนาของ AI เชิงสร้างสรรค์ จากที่เคยเป็นเพียง “สรุปเสริม” ในผลการค้นหา ให้กลายเป็น “อินเทอร์เฟซหลัก” ของการค้นหาเอง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของเสิร์ชเอนจินในรอบเกือบยี่สิบปี
ความแตกต่างจาก AI Overviews ที่มีอยู่เดิม
ที่น่าสังเกตคือตลอดปีที่ผ่านมา Google ได้เปิดตัว AI Overviews ในผลการค้นหาทั่วไปแล้ว แต่นั่นยังคงเป็นรูปแบบผสมระหว่าง “ผลการค้นหาแบบเดิม + สรุปด้วย AI” โดยรายการลิงก์ยังคงอยู่ ส่วน AI Mode เป็นแท็บและประสบการณ์ที่แยกออกมาโดยสมบูรณ์ เหมาะกับคำถามที่ซับซ้อน มีหลายขั้นตอน หรือต้องเปรียบเทียบข้ามหัวข้อ เช่น วางแผนการเดินทาง เปรียบเทียบสเปกสินค้า หรือศึกษาเรื่องที่ไม่คุ้นเคย สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า Google เลือกให้ผู้ใช้ตัดสินใจเองว่าจะ “ค้นหาแบบ AI หรือไม่” แทนที่จะแทนที่หน้าผลการค้นหาเดิมทันที ซึ่งอาจเป็นการลดผลกระทบต่อระบบนิเวศโฆษณาและเนื้อหาที่มีอยู่ พร้อมสังเกตพฤติกรรมและความพึงพอใจของผู้ใช้ไปด้วย
มุมมองวงการ: การทดลองแบบระมัดระวังในวงจำกัด
การเลือกเปิดให้ใช้เฉพาะในสหรัฐฯ และเฉพาะผู้สมัครสมาชิกแบบเสียเงิน Google One AI Premium สะท้อนท่าทีที่ระมัดระวังของ Google ในการเปิดตัวครั้งนี้ ซึ่งไม่ไร้ความเกี่ยวข้องกับปัญหาที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ AI Overviews เปิดใช้งานวงกว้าง เช่น การสรุปข้อมูลผิดพลาดหรือข้อโต้แย้งเรื่องแหล่งที่มาของเนื้อหา ในขณะเดียวกันนี่ก็เป็นสัญญาณเชิงธุรกิจ การผูกประสบการณ์ค้นหาขั้นสูงสุดไว้กับการสมัครสมาชิกแบบเสียเงิน เป็นความพยายามใหม่ในการสร้างความแตกต่างและรายได้ให้กับบริการ Google One และทำให้เกิดการพูดคุยกันในวงกว้างว่าการค้นหาในอนาคตอาจแบ่งเป็นชั้นระดับ โดยบางฟีเจอร์ต้องเสียเงินใช้งาน
สำหรับผู้บริหาร AI Mode เตือนใจสองเรื่อง หนึ่งคือเส้นทางที่ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลกำลังเปลี่ยนไป วิธีที่องค์กรและแบรนด์ใช้ SEO หรือคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งเพื่อมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคก็ต้องปรับตามไปด้วย สองคือควรลองพิจารณาว่าการสืบค้นความรู้ภายในองค์กรหรือการตอบคำถามลูกค้า เหมาะที่จะนำแนวคิด “แตกคำถามแล้วรวบรวมคำตอบจากหลายแหล่ง” แบบการค้นหาเชิงสนทนามาปรับใช้หรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ฟีเจอร์สมบูรณ์เต็มที่ก่อนเริ่มประเมิน
สมาชิกฟรีทำแบบทดสอบ คุยกับโค้ช AI ฟังบทความสะสมประวัติการเรียนรู้ สมัครรับ 100 พอยต์ทันที
สมัครฟรี