คอร์ส บริหารทีมขาย: จากสู้คนเดียวสู่สู้เป็นทีม ตอนที่ 8/8 ตอน ดูสารบัญคอร์ส

เส้นทางเติบโตของทีมขาย: จากหนึ่งคนสู่หนึ่งแผนก

27/03/2025 263
≈7:01
เส้นทางเติบโตของทีมขาย: จากหนึ่งคนสู่หนึ่งแผนก
ภาพ/Photo by Vitaly Gariev on Unsplash

ทีมขายควรขยายทีมเมื่อไหร่? ก่อนจะเลื่อนตำแหน่งพนักงานขายเก่งที่สุดขึ้นเป็นหัวหน้า ผู้บริหารต้องเข้าใจกับดักที่พบบ่อยที่สุดในการตัดสินใจเลื่อนตำแหน่งก่อน

ธุรกิจ SME แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ทำการค้าชิ้นส่วนอุตสาหกรรม เดิมทีฝ่ายขายมีเพียงเจ้าของกิจการคนเดียวที่วิ่งงานเอง ต่อมากิจการดีขึ้นจึงค่อย ๆ รับพนักงานขายเพิ่มอีกสองคน ผ่านไปสามปีทีมขยายเป็นหกคน แต่ยอดขายกลับเริ่มติดขัด ออเดอร์เพิ่มขึ้นแต่ความเร็วในการตอบลูกค้ากลับช้าลงเรื่อย ๆ พนักงานใหม่ทำงานมาครึ่งปีแล้วก็ยังจับจังหวะการเสนอราคาไม่ได้ เจ้าของกิจการจึงตัดสินใจเลื่อนตำแหน่งพนักงานขายที่มียอดขายดีที่สุดขึ้นเป็นหัวหน้าฝ่ายขาย ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า “เขาขายเก่งที่สุด ต้องเข้าใจวิธีสอนคนอื่นขายดีที่สุดแน่นอน” ผ่านไปครึ่งปี หัวหน้าคนใหม่ทำงานจนดึกทุกวัน แต่ยอดขายของทีมกลับลดลงแทนที่จะเพิ่ม พนักงานขายรุ่นเก๋าสองคนทยอยลาออก เจ้าของกิจการจึงเพิ่งตระหนักว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หัวหน้าคนใหม่ไม่พยายามพอ แต่อยู่ที่ตั้งแต่แรก การตัดสินใจว่า “ใครควรได้รับการเลื่อนตำแหน่ง” นั้นใช้เกณฑ์ประเมินผิดตั้งแต่ต้น

ทำไม

เส้นทางเติบโตของทีมขายไม่เคยเป็นความสัมพันธ์เหตุผลง่าย ๆ ว่า “คนที่ขายเก่งจะกลายเป็นหัวหน้าที่ดีโดยอัตโนมัติ” การขายเป็นทักษะ “ทำให้งานสำเร็จด้วยตัวเอง” เช่น การโน้มน้าวลูกค้า การต่อรองราคา การจัดการข้อโต้แย้ง ส่วนการบริหารเป็นทักษะ “ทำให้คนอื่นทำงานสำเร็จ” เช่น การตั้งเป้าหมาย การให้ฟีดแบ็ก การจัดสรรทรัพยากร การจัดการความขัดแย้ง ทักษะสองชุดนี้แทบไม่ทับซ้อนกันเลย คนที่เก่งอย่างแรกไม่ได้แปลว่าเขาจะมีอย่างหลังโดยอัตโนมัติ ในศาสตร์การบริหารมีข้อสังเกตที่รู้จักกันดีเรียกว่า “หลักการปีเตอร์” (Peter Principle) ซึ่งชี้ว่าองค์กรมักจะเลื่อนตำแหน่งคนไปเรื่อย ๆ จนถึงตำแหน่งที่เขา “ไม่มีความสามารถเพียงพอ” อีกต่อไป เพราะเกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งมักดูจาก “ทำงานตำแหน่งเดิมได้ดีแค่ไหน” มากกว่า “ตำแหน่งใหม่ต้องการความสามารถแบบไหน”

อีกปัญหาหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือจังหวะเวลาในการขยายทีม เจ้าของกิจการจำนวนมากมักรอจนงานล้นมือแล้วค่อยรับคนเพิ่ม ความเร็วในการรับคนจึงตามหลังความต้องการเสมอ ทีมงานอยู่ในสภาวะทำงานหนักเกินไปเป็นเวลานาน พนักงานใหม่พอเข้ามาก็ถูกโยนเข้าสถานการณ์ดับไฟทันที ไม่มีโอกาสเรียนรู้ระบบงานอย่างเป็นขั้นตอน อัตราการลาออกจึงสูงตามธรรมชาติ หากการขยายทีมไม่มีสัญญาณและจังหวะที่ชัดเจน ผลลัพธ์ก็หนีไม่พ้นสองแบบ คือเพิ่มคนช้าเกินไปจนทีมหมดไฟ หรือเพิ่มคนเร็วเกินไปจนเกิดต้นทุนคนว่างงาน

ทำอย่างไร

1. ตัดสินใจจังหวะขยายทีม: ดูสามสัญญาณ ไม่ใช่ดูว่า “ยุ่งหรือไม่ยุ่ง”

“ความรู้สึกยุ่ง” เป็นความรู้สึกส่วนตัว ไม่ใช่หลักฐานสำหรับการตัดสินใจ สัญญาณที่แท้จริงว่าควรขยายทีมมีสามข้อ หนึ่ง เวลาตอบกลับลูกค้าเป้าหมายยืดยาวขึ้นเรื่อย ๆ (เช่น ใช้เวลานานกว่า 48 ชั่วโมงกว่าจะติดต่อกลับครั้งแรก) แสดงว่ากำลังคนที่มีอยู่รับโอกาสใหม่ไม่ไหวแล้ว สอง เจ้าของกิจการหรือหัวหน้ายังต้องลงสนามขายเองเป็นหลัก แทนที่จะใช้เวลาไปกับการดูแลทีม จัดสรรทรัพยากร และวิเคราะห์ตัวเลข สาม ติดต่อกันสองสามเดือน เพดานการเติบโตของยอดขายติดอยู่ที่ “กำลังคน” ไม่ใช่ “ความต้องการของตลาด” คือตลาดยังมีออเดอร์ให้รับได้ แต่ทีมกลับรับไม่ไหว หากสัญญาณสามข้อนี้ปรากฏอย่างน้อยสองข้อ นั่นคือช่วงเวลาที่ควรพิจารณาขยายทีมอย่างจริงจัง

เรียนคอร์สบังคับให้จบก่อน

เรียนคอร์สบังคับ 7 คอร์สให้จบก่อน (ตอนนี้ 0/7) เพื่อปลดล็อกคอร์สผู้จัดการทั้งหมด

ไปเรียนคอร์สบังคับ
ถาม AI: บทความนี้ใช้กับการบริหารของคุณอย่างไร?
เนื้อหาสร้างโดย AI จากบทความนี้ โปรดใช้วิจารณญาณในการพิจารณาความถูกต้อง
บทความถัดไป แยกชุดเอกสารเดียวให้ผู้ตรวจสามกลุ่ม ด้วย Copilot ใน SharePoint

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อรักษาการเข้าสู่ระบบและภาษา และเก็บพฤติกรรมการใช้งานเพื่อปรับปรุงบริการ คุณเลือกเฉพาะที่จำเป็นได้ นโยบายความเป็นส่วนตัว