ประหยัดภาษีนำเข้าได้เพราะกระดาษแผ่นเดียว: ถอดรหัสแผนที่สิทธิพิเศษภาษี FTA
เรื่องจริงของผู้ส่งออกผลไม้อบแห้งในสมุทรปราการที่พลาดสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพราะไม่รู้จักยื่นขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า พร้อมสอนวิธีตรวจสอบและยื่นขอสิทธิ FTA อย่างถูกกฎหมาย
คุณอาภรณ์เปิดโรงงานผลไม้อบแห้งขนาดเล็กชื่อ “ทรอปิคอล ฟรุต” อยู่ที่สมุทรปราการ สินค้าหลักคือมะม่วงอบแห้งและทุเรียนอบแห้ง เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของออร์เดอร์ส่งออกไปให้พ่อค้าส่งที่กว่างโจว ประเทศจีน เดือนที่แล้วเธอได้รับใบแจ้งภาษีนำเข้าจากลูกค้าฝั่งจีน ถึงได้รู้ว่าสินค้าของเธอถูกเก็บภาษีนำเข้าจำนวนไม่น้อยทุกครั้งที่ผ่านศุลกากร ในขณะที่คู่แข่งในเมืองข้างเคียงที่ขายมะม่วงอบแห้งเหมือนกัน กลับตั้งราคาถูกกว่าเกือบสิบเปอร์เซ็นต์
ตอนแรกคุณอาภรณ์คิดว่าคู่แข่งคงลดต้นทุนหรือมีช่องทางพิเศษบางอย่าง จนกระทั่งเพื่อนที่เป็นนักบัญชีถามว่า “ยื่นขอ Form E หรือยัง” คุณอาภรณ์งงเป็นไก่ตาแตก เธอทำธุรกิจส่งออกมาห้าปี ไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนเลย ยิ่งไม่รู้ว่าไทยกับจีนมีความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) อยู่ ตราบใดที่สินค้าเข้าเกณฑ์ “ถิ่นกำเนิดไทย” เพียงแนบหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่ถูกต้องตอนส่งออก ฝั่งผู้นำเข้าก็จะได้สิทธิ์ใช้อัตราภาษีพิเศษแทนอัตราปกติ ห้าปีที่ผ่านมาเธอจึงจ่ายภาษีเกินความจำเป็นไปโดยไม่รู้ตัว
ทำไมจึงสำคัญ
ตรรกะหลักของความตกลงการค้าเสรี (FTA) นั้นเรียบง่าย: สองประเทศขึ้นไปตกลงกันว่า ถ้าสินค้า “ผลิตหรือเพิ่มมูลค่าจริง” ในประเทศสมาชิก ก็จะลดหรือยกเว้นภาษีศุลกากรให้กันและกัน เพื่อกระตุ้นการค้าระหว่างสมาชิก แต่มีเงื่อนไขสำคัญที่มักถูกมองข้าม นั่นคือสิทธิพิเศษทางภาษีไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติเพียงเพราะ “สินค้าส่งออกจากไทย” แต่ต้องพิสูจน์ก่อนว่าสินค้าเข้าเกณฑ์ “กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า” (Rules of Origin) กล่าวคือ “สัดส่วนความเป็นไทย” ของสินค้าชิ้นนั้นมากพอ และผ่านกระบวนการแปรรูปในไทยลึกพอ จึงจะถือว่า “ผลิตในไทย” จริง ไม่ใช่แค่สินค้าจีนหรือประเทศที่สามที่แวะผ่านไทย กลไกตรวจสอบถิ่นกำเนิดนี้มีรากฐานมาจากอนุสัญญาเกียวโต (Kyoto Convention) ปี ค.ศ. 1973 ว่าด้วยการประสานพิธีการศุลกากรระหว่างประเทศ มีเป้าหมายป้องกันการ “ฟอกถิ่นกำเนิด” โดยอ้อมผ่านประเทศที่มีภาษีต่ำ สำหรับศุลกากรประเทศผู้นำเข้า มันคือด่านตรวจสอบ ส่วนสำหรับผู้ส่งออก มันคือใบเบิกทางสู่สิทธิพิเศษทางภาษี
นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย จั๊กดิช บักวาตี (Jagdish Bhagwati) เสนอคำอธิบายที่เห็นภาพชัดในช่วงทศวรรษ 1990 เรียกว่า “ปรากฏการณ์ชามสปาเก็ตตี้” (spaghetti bowl effect) อธิบายถึงประเทศที่ลงนาม FTA ทั้งแบบทวิภาคีและพหุภาคีมากเกินไป จนกฎถิ่นกำเนิด ตารางอัตราภาษี และแบบฟอร์มขอเอกสารของแต่ละความตกลงพันกันยุ่งเหยิงเหมือนเส้นสปาเก็ตตี้ในชามเดียวกัน ทำให้ผู้ประกอบการแยกไม่ออกว่าสินค้าล็อตนี้ควรใช้หนังสือรับรองใบไหน ประเทศไทยเป็นตัวอย่างชัดเจน เพราะภายในอาเซียนเองก็มี ATIGA แถมยังมีความตกลงแยกต่างหากกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ อินเดีย ฮ่องกง และล่าสุดยังมี RCEP ที่รวมอาเซียนบวกอีกห้าประเทศไว้ในใบเดียว นี่คือเหตุผลว่าทำไม “แผนที่สิทธิพิเศษ FTA” จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นวิชาบังคับสำหรับผู้ประกอบการส่งออก คุณต้องรู้ก่อนว่าเส้นทางการค้าของคุณตรงกับแผนที่ใบไหน จึงจะมีสิทธิ์พูดถึงการประหยัดภาษี
ลงมือทำอย่างไร
ขั้นที่หนึ่ง: วาดแผนที่เส้นทาง FTA ของตัวเองก่อน
ปลายทางส่งออกที่ต่างกัน ตรงกับความตกลงและรหัสหนังสือรับรองที่ต่างกัน ตรงนี้คือจุดที่ผู้ประกอบการสับสนและพลาดมากที่สุด ส่งออกไปประเทศสมาชิกอาเซียน(อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย ฯลฯ) ใช้ ATIGA หนังสือรับรองเรียกว่า Form D; ส่งออกไปจีน ใช้ ACFTA ด้วย Form E; ส่งออกไปญี่ปุ่น เลือกได้ระหว่าง JTEPA กับ AJCEP โดยเลือกอัตราที่คุ้มกว่า ซึ่งใช้แบบฟอร์มต่างกัน; ส่งออกไปเกาหลีใต้ ใช้ AKFTA Form AK; ส่งออกไปออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ใช้ AANZFTA หากสินค้าหรือวัตถุดิบเกี่ยวข้องกับการแบ่งงานกันผลิตในหลายประเทศอาเซียนบวกห้า (เช่น มาเลเซียผลิตชิ้นส่วน ไทยประกอบ แล้วส่งไปญี่ปุ่น) กฎ “การสะสมถิ่นกำเนิดสินค้าในภูมิภาค” ของ RCEP มักยืดหยุ่นและใช้งานง่ายกว่า เพราะ Form RCEP เพียงใบเดียวครอบคลุมสมาชิกได้ถึงสิบห้าประเทศ ไม่ต้องขอแยกทีละประเทศ กรณีคุณอาภรณ์ที่ส่งออกไปจีน สิ่งที่ต้องใช้คือ ACFTA และ Form E ไม่ใช่ ATIGA Form D ที่เธอเข้าใจผิดในตอนแรกว่า “ยังไงก็เป็นสิทธิพิเศษของอาเซียนเหมือนกัน”
เรียนคอร์สบังคับ 7 คอร์สให้จบก่อน (ตอนนี้ 0/7) เพื่อปลดล็อกคอร์สผู้จัดการทั้งหมด
ไปเรียนคอร์สบังคับสมาชิกฟรีทำแบบทดสอบ คุยกับโค้ช AI ฟังบทความสะสมประวัติการเรียนรู้ สมัครรับ 100 พอยต์ทันที
สมัครฟรี