คุณเคยทำ Due Diligence กับการลงทุนก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตหรือยัง?
ทำงานที่อื่นก็ได้เงินเดือน ลงทุนแบบไม่ต้องลงแรงก็ได้ผลตอบแทน แล้วทำไมต้องเป็นบริษัทนี้ ซื้อรถยังเช็คไมล์ ซื้อบ้านยังเช็คโฉนด แต่คุณเอาเงินก้อนหรือครึ่งชีวิตไปเดิมพันกับบริษัทเดียว โดยไม่เคยอ่านงบกำไรขาดทุนเต็มฉบับสักครั้ง ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของหรือผู้บริหาร บนเดิมพันนี้ยังมีบ้าน เงินเกษียณของพ่อแม่ อาชีพของคู่ชีวิต เวลาของลูก และครอบครัวของเพื่อนร่วมงานอยู่ด้วย
ขอถามคำถามหนึ่งก่อน อย่าเพิ่งรีบตอบ ลองคิดในใจดูก่อนสักครู่ ครั้งล่าสุดที่คุณอ่านงบกำไรขาดทุนของบริษัทที่คุณอยู่แบบเต็มฉบับ คือเมื่อไหร่ ไม่ใช่สรุปที่ฝ่ายบัญชีส่งให้ ไม่ใช่คำพูดปากเปล่าว่า "ก็โอเคอยู่นะ" แต่เป็นฉบับเต็มที่คุณอ่านเองทีละบรรทัด
ถ้าคุณตอบไม่ได้ว่าครั้งล่าสุดคือเมื่อไหร่ อย่าเพิ่งโทษตัวเอง นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องความขี้เกียจ แต่เป็นจุดบอดเชิงโครงสร้าง คุณปฏิบัติต่อการลงทุนก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตเหมือนเป็นสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติ ไม่ใช่สินทรัพย์ที่ต้องถูกตรวจสอบอยู่เสมอ
ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจกันก่อนหนึ่งเรื่อง คำว่า "บริษัทของคุณ" ในคอร์สนี้ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะบริษัทที่มีชื่อคุณอยู่ในทะเบียนผู้ถือหุ้น ถ้าคุณเป็นเจ้าของ สิ่งที่คุณลงไปคือเงิน ถ้าคุณเป็นผู้บริหารหรือหัวหน้างาน สิ่งที่คุณลงไปคือเวลา แรงกาย และช่วงปีที่มีค่าที่สุดของชีวิตการทำงาน คุณยกแปดหรือสิบชั่วโมงที่สมองแล่นที่สุดของแต่ละวันให้บริษัทนี้ ต่อเนื่องกันหลายปี การลงทุนก้อนนี้ไม่ปรากฏในทะเบียนผู้ถือหุ้น แต่มันคือหุ้นที่คุณจ่ายด้วยต้นทุนค่าเสียโอกาสของทั้งชีวิต และผู้ถือหุ้นขายหุ้นทิ้งตอนบ่ายสามได้ แต่คุณทำแบบนั้นไม่ได้ ดังนั้นคำว่า "บริษัทของคุณ" ต่อจากนี้ หมายถึงบริษัทที่คุณกำลังเดิมพันอยู่ ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของหรือไม่ก็ตาม และไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวที่เดิมพันแบบนี้ เพื่อนร่วมงานทุกคนที่นั่งอยู่รอบตัวคุณ ก็เอาชีวิตส่วนของเขามาวางไว้ที่นี่ด้วยวิธีเดียวกัน
และเมื่อคุณยอมรับว่าตัวเองก็คือนักลงทุนคนหนึ่ง คำถามแรกที่ต้องถามจึงไม่ใช่ว่าบริษัทนี้น่าลงทุนหรือเปล่า แต่เป็นคำถามที่ตอบยากกว่านั้น คือเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นที่คุณมีอยู่ บริษัทนี้คู่ควรให้คุณเลือกมันหรือเปล่า
เพราะทั้งสองสถานะมีหลุมพรางที่สบายใจเหมือนกันอยู่หนึ่งอย่าง คือตราบใดที่ยังมีรายได้เข้ามา ก็รู้สึกว่าการลงทุนก้อนนี้คุ้มแล้ว แต่ลองคิดดูให้ดี ถ้าคุณเป็นผู้บริหาร แปดชั่วโมงเท่ากัน ความสามารถชุดเดียวกัน คุณเอาไปวางไว้ที่บริษัทอื่นก็ได้เงินเดือนเหมือนกัน และอาจจะได้มากกว่า ได้เรียนรู้เร็วกว่าด้วยซ้ำ แล้วทำไมต้องเป็นที่นี่ ถ้าคุณเป็นเจ้าของ เงินก้อนเดียวกันนี้ คุณเอาไปซื้อหุ้นบริษัทที่พื้นฐานดีก็ได้ ไม่ต้องลงมือทำอะไรเลยก็ยังมีผลตอบแทน แถมกลางคืนยังนอนหลับ แล้วทำไมคุณถึงเลือกลงมาบริหารบริษัทนี้ด้วยตัวเองทุกวัน
พูดอีกแบบคือ แค่ "มีกำไร" หรือ "มีเงินเดือน" ยังพิสูจน์อะไรไม่ได้ นั่นเป็นแค่เส้นผ่าน ไม่ใช่เหตุผล คำถามจริงคือ สิ่งที่คุณได้กลับมาจากการเอาเวลา เงินทุน และชีวิตมาลงกับบริษัทนี้ด้วยตัวเอง มันมากกว่าสิ่งที่คุณจะได้จากการไปทำงานที่อื่น หรือจากการเป็นนักลงทุนที่ไม่ต้องลงแรงเลย หรือเปล่า ส่วนที่เกินออกมานั่นแหละ คือคุณค่าที่ทำให้บริษัทนี้มีอยู่ และคือเหตุผลที่คุณยังอยู่ตรงนี้ และที่บทเรียนนี้ให้คุณกลับไปเปิดงบการเงิน ก็เพื่อจะตอบคำถามข้อนี้ เพราะคุณต้องรู้สถานะจริงของบริษัทก่อน ถึงจะตัดสินได้ว่ามันคู่ควรให้คุณเลือกมันต่อไปหรือไม่
Due Diligence ไม่ใช่ศัพท์เทคนิค คุณทำมันอยู่ทุกวันอยู่แล้ว
คำว่า "Due Diligence" ฟังดูเหมือนศัพท์กฎหมายในสำนักงานทนาย ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณ แต่ถ้าแกะออกมาดู ความหมายมันง่ายมาก คือก่อนที่คุณจะทุ่มเงิน เวลา และความไว้ใจลงไป ให้ตรวจสอบให้ชัดก่อนว่าคุณกำลังซื้ออะไรอยู่ คุณไม่ต้องเก่งโมเดลการเงินถึงจะทำ Due Diligence ได้ คุณแค่ต้องกล้าเปิดงบนั้นออกมาดู กล้าถามคำถามที่ทำให้ตัวเองรู้สึกไม่สบายใจสักหน่อย
พูดอีกแบบคือ Due Diligence ไม่ใช่ทักษะเฉพาะทาง แต่เป็นทัศนคติ คุณกล้าที่จะมองสิ่งที่คุณกำลังจะเดิมพันอย่างตรงไปตรงมาก่อนที่จะลงเงินก้อนใหญ่หรือเปล่า
ซื้อรถยังเช็คไมล์ ซื้อบ้านยังเช็คโฉนด แล้วคุณเช็คอะไรกับบริษัทนี้
ลองนึกถึงตอนซื้อรถครั้งล่าสุด คุณเช็คเลขไมล์ เช็คประวัติอุบัติเหตุ บางทีถึงขั้นพาไปตรวจที่อู่เพื่อดูใต้ท้องรถ ตอนซื้อบ้าน คุณเช็คว่าโฉนดสะอาดไหม มีการจำนองหรือเปล่า ผังบ้านมีการต่อเติมผิดกฎหมายไหม การตัดสินใจเหล่านี้ มูลค่าหลักแสนถึงหลักล้าน คุณยังยอมเสียเวลา เสียเงินจ้างมืออาชีพมาช่วยตรวจสอบ
แต่การลงทุนก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตคุณ นั่นคือบริษัทที่คุณกำลังเดิมพันอยู่ คุณตรวจสอบอะไรไปบ้าง ถ้าคุณเป็นเจ้าของ สิ่งที่ถูกใช้ไปคือกระแสเงินสดทั้งหมด วงเงินเครดิตทั้งหมด บางคนถึงขั้นเอาบ้านไปค้ำประกัน เอาทรัพย์สินทั้งชีวิตมาทำเลเวอเรจ ถ้าคุณเป็นผู้บริหาร สิ่งที่ถูกใช้ไปคือช่วงอายุสามสิบถึงสี่สิบกว่าซึ่งมีค่าที่สุด คือโอกาสอื่นที่คุณปฏิเสธไปเพื่อจะอยู่ต่อที่นี่ คือค่ำคืนที่หายไปกับการรับปากว่าจะอยู่ทำงานต่อ รูปแบบการเดิมพันต่างกัน แต่ทั้งสองแบบคือการลงทั้งหมดที่มี แล้วคุณรู้ไหมว่าตอนนี้ลูกหนี้การค้าเฉลี่ยต้องรอกี่วันถึงจะเก็บเงินได้ คุณรู้ไหมว่าอัตรากำไรขั้นต้นปีนี้กำลังขึ้นหรือลง คุณรู้ไหมว่าเงินสดที่มีอยู่ตอนนี้ พอหมุนเวียนธุรกิจได้อีกกี่เดือน
คำตอบของคนส่วนใหญ่ต่อคำถามเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของหรือผู้บริหาร คือความเงียบ หรือคำตอบคลุมเครือว่า "น่าจะโอเคมั้ง" และนี่แหละคือปัญหาตัวจริง คุณอาจรู้จักรถมือสองคันหนึ่งได้แม่นยำกว่าที่คุณรู้จักบริษัทของตัวเองเสียอีก
แต่ขนาดของการลงทุนก้อนนี้ ไม่ได้อยู่แค่ในบัญชีของบริษัท
ถ้านับเฉพาะเงินและเวลาที่คุณลงไปเอง การลงทุนก้อนนี้ก็ยังฟังดูพอรับไหว อย่างมากก็เสียเวลาไปไม่กี่ปี เงินเก็บกลับไปเป็นศูนย์ แล้วกลับไปหางานใหม่ จุดตัดขาดทุนในใจของหลายคนก็ตั้งไว้ตรงนี้แหละ
แต่นั่นคือการคิดที่ต่ำกว่าความจริง เพราะสิ่งที่ถูกวางเดิมพันไว้บนบริษัทนี้ ไม่เคยมีแค่บัญชีของคุณคนเดียว
ถ้าคุณเป็นเจ้าของ บ้านที่ติดจำนองอยู่กับธนาคาร นั่นคือที่ที่ทั้งครอบครัวอาศัยอยู่ ไม่ใช่แค่กระดาษค้ำประกันหนึ่งใบ เดือนที่บริษัทหมุนเงินไม่ทัน เงินที่คุณดึงมาใช้อาจเป็นทุนการศึกษาของลูก หรือเงินที่พ่อแม่เตรียมไว้ใช้ยามเกษียณ คู่ชีวิตของคุณรับงานทำบัญชี วิ่งธนาคาร รับโทรศัพท์ โดยไม่มีเงินเดือน เพื่อให้บริษัทประหยัดค่าคนไปหนึ่งตำแหน่ง และก็ปล่อยเส้นทางอาชีพของตัวเองที่เคยไปต่อได้หลุดมือไปพร้อมกัน นั่นไม่ใช่ความสูญเสียแค่ปีเดียว แต่คือระดับตำแหน่งที่ห่างกันในอีกสิบปีข้างหน้า
ถ้าคุณเป็นผู้บริหารที่ไม่ได้ถือหุ้น ในทางบัญชีคุณไม่ได้เอาอะไรไปจำนองเลย แต่ราคาที่ครอบครัวต้องจ่ายก็ตกอยู่ที่บ้านเหมือนกัน การทำงานดึกและเดินทางต่อเนื่องหลายปี แลกมาด้วยการที่คู่ชีวิตรับหน้าที่รับส่งลูก ประชุมผู้ปกครอง และคืนที่ลูกเป็นไข้ไว้คนเดียว การย้ายบ้านตามคำสั่งโยกย้ายของบริษัทครั้งนั้น ทำให้อาชีพของคู่ชีวิตต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ส่วนเรื่องที่คุณบอกลูกว่า รอโปรเจกต์นี้จบก่อนแล้วค่อยไปกัน จำนวนปีที่เลื่อนออกไปก็เท่ากับที่เจ้าของธุรกิจพูดไม่ผิดเพี้ยน งานกีฬาสี งานรับปริญญา ชั่วโมงมื้อเย็นของแต่ละวัน โควตาพวกนี้ใช้ไปแล้วไม่มีการออกให้ใหม่
พอเอาทั้งหมดนี้มารวมในสมการ คุณจะเห็นเรื่องที่อึดอัดกว่าเดิม ไม่ว่าคุณจะเดิมพันด้วยทรัพย์สินหรือด้วยเวลา ข้อสรุปก็อันเดียวกัน คือแหล่งรายได้ทั้งหมด แผนสำรองทั้งหมด และส่วนเผื่อความปลอดภัยทั้งหมดของครอบครัวคุณ ถูกวางไว้บนหุ้นตัวเดียวกัน ผู้บริหารยิ่งมองข้ามเรื่องนี้ได้ง่าย เพราะเงินเดือนเข้าตรงเวลาทุกเดือน มันดูปลอดภัยมาก จนถึงวันที่บริษัทมีปัญหา หรือวันที่คุณถูกเปลี่ยนตัวออก คุณถึงจะรู้ว่าบ้านคุณไม่มีแหล่งรายได้ที่สอง ใครก็ตามที่เข้าใจการลงทุน พอเห็นการจัดพอร์ตแบบนี้ ประโยคแรกที่พูดออกมาจะเหมือนกันหมด คือคุณไม่ได้กระจายความเสี่ยงเลย
และต้นทุนเหล่านี้ ไม่มีสักรายการเดียวที่จะปรากฏอยู่ในงบดุล สิ่งที่เห็นในงบคือเจ้าหนี้การค้า คือเงินกู้ธนาคาร ส่วนสิ่งที่ไม่เห็นคือรายได้สิบปีที่คู่ชีวิตของคุณไม่ได้รับ คือค่ำคืนที่ลูกพลาดไป คือถ้าวันหนึ่งบริษัทต้องปิดกิจการ หรือวันที่คุณถูกเปลี่ยนตัวออก ครอบครัวจะอยู่ได้อีกกี่เดือน หนี้สินที่ไม่เคยถูกเปิดเผยเหล่านี้ต่างหาก คือขนาดที่แท้จริงของการลงทุนก้อนนี้
และบนโต๊ะเดิมพันนี้ ไม่ได้มีแค่ครอบครัวของคุณครอบครัวเดียว เพื่อนร่วมงานที่นั่งข้าง ๆ คุณ ก็เอาค่างวดบ้านของเขา ค่าเทอมของลูกเขา และปีที่คู่ชีวิตของเขายอมรอ มาวางไว้บนบริษัทเดียวกันนี้ นั่นแปลว่า ทุกการตัดสินใจที่คุณทำในห้องประชุม ความเสี่ยงที่คุณไม่ได้ใส่ไว้ในแผนปีนี้ ลูกหนี้ก้อนที่คุณยังเก็บเงินไม่ได้ ล้วนส่งผลไปไกลกว่าบ้านของคุณเอง และในทางกลับกัน ครั้งที่คนอื่นตัดสินใจพลาด สุดท้ายมันก็มาลงที่โต๊ะอาหารบ้านคุณเหมือนกัน การตรวจสอบสถานะที่แท้จริงของบริษัทจึงไม่เคยเป็นการบ้านของเจ้าของคนเดียว และไม่ใช่การทำส่งใครให้เสร็จ ๆ ไป แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของคนทั้งกลุ่ม และเพราะชีวิตและครอบครัวของทุกคนผูกอยู่กับบริษัทเดียวกัน การวางแผนงานของบริษัทให้ครบถ้วนและแน่นหนาจึงสำคัญเป็นพิเศษ เพราะถ้าแผนมีช่องโหว่ ราคาที่ต้องจ่ายคือทุกคนจ่ายร่วมกัน
ดังนั้นคำถามที่ว่า Due Diligence ต้องตรวจอะไรบ้าง มาถึงตรงนี้ต้องเขียนใหม่หนึ่งรอบ ไม่ใช่แค่ตรวจว่าบริษัทนี้คุ้มที่จะทำต่อไหม คุ้มที่คุณจะอยู่ต่อไหม แต่ตรวจว่าบริษัทนี้ คู่ควรกับสิ่งที่คนกลุ่มนี้เอามาวางเดิมพันหรือเปล่า ทั้งของบ้านคุณ และของบ้านทุกคนที่อยู่ในนี้ด้วยกันกับคุณ และการจะสมกับเดิมพันก้อนนี้ จุดเริ่มต้นมีอยู่ทางเดียว คือกล้ามองสถานะจริงของมันอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่างบฉบับนั้นจะสวยหรือไม่สวย
ทำไมคนที่อยู่ข้างในทุกวัน ถึงเป็นคนที่ไม่รู้จักบริษัทนี้มากที่สุด
ฟังดูขัดกับสามัญสำนึก คุณอยู่ในบริษัทนี้ทุกวัน จะไม่รู้จักมันได้อย่างไร แต่การ "อยู่ในนั้นทุกวัน" นี่แหละคือต้นตอของปัญหา
ข้อแรก ใกล้เกินไป สิ่งที่คุณเห็นทุกวันคือไฟตรงหน้า สินค้าที่ต้องส่งวันนี้ เงินที่ต้องจ่ายพรุ่งนี้ ดีลที่ต้องเจรจาสัปดาห์หน้า เมื่อคุณจ้องไฟใกล้ ๆ อยู่ตลอด คุณจะไม่มีระยะห่างพอที่จะถอยออกมามองว่าโครงสร้างทั้งหลังมีปัญหาหรือเปล่า
ข้อสอง ยุ่งเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของหรือผู้บริหาร เวลาก็ถูกตัดเป็นเสี่ยง ๆ นับไม่ถ้วนเหมือนกัน ประชุม ตัดสินใจ ดับไฟ ทุกอย่างแย่งความสนใจของคุณ ส่วนการอ่านงบการเงิน เพราะมันไม่ระเบิดทันที มันเลยถูกจัดไว้ท้ายแถวของ "เดี๋ยวว่างแล้วค่อยดู" แล้วก็ไม่เคยมีวันที่ "ว่าง" นั้นมาถึงจริง ๆ
ข้อสาม เคยชินเกินไป คุณคุ้นเคยกับบริษัทนี้จนคุณเริ่มใช้สัญชาตญาณแทนข้อมูล "เดือนนี้รู้สึกว่าขายดี" เข้ามาแทนที่ "เดือนนี้อัตรากำไรขั้นต้นจริง ๆ ลดลงสามเปอร์เซ็นต์" ความเคยชินเป็นเพื่อนของประสิทธิภาพ แต่ในเรื่อง Due Diligence ความเคยชินคือจุดบอดที่อันตรายที่สุด มันทำให้คุณคิดว่าคุณรู้ ทั้งที่จริงคุณแค่ "คิดว่า" รู้
นักลงทุนที่มองบริษัทหนึ่ง เขาเดินเข้าไปด้วยความสงสัย เขาตั้งต้นว่าตัวเองไม่รู้ เขาจึงต้องตรวจสอบ ส่วนคนที่เดินเข้าออฟฟิศนี้ไปทำงานทุกวัน เขาเดินเข้าไปด้วยความคุ้นเคย เขาตั้งต้นว่าตัวเองรู้อยู่แล้ว เขาจึงไม่เคยตรวจสอบ ความแตกต่างของค่าตั้งต้นนี้เอง คือเหตุผลที่บางครั้งนักลงทุนภายนอกกลับพบปัญหาของบริษัทได้เร็วกว่าคนที่อยู่ข้างในเอง
การบ้าน เขียนตัวเลขปีที่แล้วจากความทรงจำ
ตอนนี้ ขอให้คุณหยิบกระดาษสักแผ่น หรือเปิดโน้ตในมือถือ ห้ามเปิดดูข้อมูลใด ๆ ห้ามเปิดระบบบัญชี ห้ามถามฝ่ายบัญชี ให้เขียนจากความทรงจำที่มีอยู่ในหัวตอนนี้เท่านั้น เขียนตัวเลขสี่ตัวนี้
ข้อแรก รายได้ปีที่แล้วเท่าไหร่ ข้อสอง อัตรากำไรขั้นต้นปีที่แล้วประมาณเท่าไหร่ ข้อสาม กำไรสุทธิปีที่แล้วเท่าไหร่ ข้อสี่ ลูกหนี้การค้าเฉลี่ยต้องใช้เวลากี่วันถึงจะเก็บเงินได้ นั่นคือลูกค้าของคุณติดหนี้คุณโดยเฉลี่ยนานแค่ไหน
ถ้าคุณไม่ใช่เจ้าของและเข้าไม่ถึงตัวเลขของทั้งบริษัท ให้เขียนเฉพาะส่วนที่คุณรับผิดชอบ คือรายได้ที่หน่วยงานคุณสร้างเมื่อปีที่แล้ว ต้นทุนของหน่วยงาน ผลผลิตต่อหัว และระยะเวลาคืนทุนของโปรเจกต์ที่อยู่ในมือคุณ และขอเสริมว่า การที่คุณมองไม่เห็นภาพรวมก็เป็นคำตอบหนึ่งอยู่แล้ว คุณเดิมพันกับบริษัทนี้มาหลายปี แต่ยังไม่เคยได้เห็นผลตรวจสุขภาพของมันเลยด้วยซ้ำ และส่วนที่อยู่ในมือคุณ ก็เป็นชิ้นส่วนหนึ่งของตัวเลขทั้งบริษัทอยู่แล้ว ถ้าส่วนของคุณยังไม่ถูกตรวจให้ชัด แผนงานของคนอื่นก็จะคลาดเคลื่อนตามไปด้วย
เขียนตัวเลขสี่ตัวของบริษัทเสร็จแล้ว ให้เขียนอีกสี่ตัวที่เป็นเรื่องของที่บ้าน จากความทรงจำเหมือนกัน ห้ามเปิดดู
ข้อแรก ถ้าบริษัทหยุดดำเนินการพรุ่งนี้ หรือคุณออกจากบริษัทนี้พรุ่งนี้ เงินเก็บของครอบครัวอยู่ได้อีกกี่เดือน ข้อสอง ถ้าคุณเป็นเจ้าของ ตอนนี้คุณเอาทรัพย์สินของครอบครัวไปจำนองและเซ็นค้ำประกันส่วนตัวรวมเป็นเงินเท่าไหร่ ถ้าคุณเป็นผู้บริหาร หลายปีที่ผ่านมาคุณยกค่ำคืนและวันหยุดให้บริษัทนี้ไปกี่ครั้ง และเวลาเหล่านั้นเดิมทีเป็นของใคร ข้อสาม คู่ชีวิตของคุณเสียรายได้ไปเท่าไหร่ และเสียเส้นทางอาชีพช่วงไหนไปเพื่อบริษัทนี้ ข้อสี่ เรื่องที่คุณบอกครอบครัวว่ารอให้บริษัทนิ่งก่อน เลื่อนมากี่ปีแล้ว
สี่ตัวแรก คุณเอาไปตรวจกับงบการเงินได้ ส่วนสี่ตัวหลัง คุณต้องเอาไปถามคนที่บ้าน และเตรียมใจไว้ด้วยว่า คำตอบที่เขาให้จะแม่นยำกว่างบการเงินเสียอีก
เขียนเสร็จแล้ว อย่าเพิ่งขีดฆ่า อย่าเพิ่งแก้ ให้ถือกระดาษแผ่นนั้นไปตรวจกับความจริง เปิดงบการเงินตัวจริง แล้วเช็คทีละตัวเลข
คุณจะพบความเป็นไปได้สองแบบ แบบแรก ตัวเลขที่คุณเขียนใกล้เคียงกับความจริง ขอแสดงความยินดี ระดับความเข้าใจของคุณต่อบริษัทนี้ สมกับเดิมพันที่คุณลงไป แบบที่สอง ซึ่งพบบ่อยกว่า คุณจะพบว่าบางตัวเลขคลาดเคลื่อนไปมาก อาจจะคุณคิดว่าอัตรากำไรขั้นต้นยังอยู่ที่สามสิบเปอร์เซ็นต์ แต่จริง ๆ ร่วงลงมาเหลือแค่ยี่สิบต้น ๆ หรืออาจจะคุณคิดว่าลูกหนี้จะเก็บเงินได้ภายในสามสิบวัน แต่จริง ๆ เฉลี่ยลากยาวเกินหกสิบวัน
ช่องว่างนี้แหละ คือจุดบอดของคุณ มันไม่ได้มีไว้ให้คุณโทษตัวเอง แต่มีไว้ให้คุณเห็นชัดว่า คุณเข้าใจการลงทุนก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตของคุณมากแค่ไหนกันแน่ และเพื่อให้คุณตอบคำถามตั้งต้นได้อีกครั้งว่า ปีหน้าคุณจะยังเลือกบริษัทนี้อยู่ไหม และที่มันใหญ่ที่สุด ไม่ใช่เพราะคุณลงเงินไปเท่าไหร่ หรือลงเวลาไปกี่ปี แต่เพราะคนที่ถูกวางเดิมพันอยู่บนนั้นไม่ได้มีแค่คุณคนเดียว คอร์สนี้จะพาคุณไปเติมเต็ม Due Diligence ที่มาช้าไปนี้ ทีละส่วน และคนที่คุณต้องรายงานผล นอกจากตัวคุณเองแล้ว ยังมีคนที่ลงเดิมพันไปพร้อมกับคุณ โดยที่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงเลยสักครั้ง ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของหรือผู้บริหาร จุดเริ่มต้นก็อันเดียวกัน คือกล้ามองสถานะจริงของบริษัทนี้ก่อน แล้วค่อยวางแผนงานให้ครบถ้วน เพราะสิ่งที่ทับอยู่บนแผนฉบับนั้น ไม่เคยมีแค่ครอบครัวของคุณครอบครัวเดียว
สมาชิกฟรีทำแบบทดสอบ คุยกับโค้ช AI ฟังบทความสะสมประวัติการเรียนรู้ สมัครรับ 100 พอยต์ทันที
สมัครฟรี