คอร์ส แก่นการจัดการสมัยใหม่ ตอนที่ 7/12 ตอน ดูสารบัญคอร์ส

ทำไมขึ้นเงินเดือนแล้วยังเก็บคนไม่อยู่: ทฤษฎีสองปัจจัย

30/01/2025 527
6:42
ทำไมขึ้นเงินเดือนแล้วยังเก็บคนไม่อยู่: ทฤษฎีสองปัจจัย

ขึ้นเงินเดือนทำได้แค่ให้พนักงาน "ไม่บ่น" แต่สิ่งที่รั้งคนไว้จริง ๆ คือการถูกมองเห็น ได้ท้าทาย และได้เติบโต ใช้ทฤษฎีสองปัจจัยของ Herzberg แยกปัจจัยสุขอนามัยกับปัจจัยจูงใจ หาสาเหตุที่แท้จริงที่พนักงานอยากลาออก

คุณเพิ่งขึ้นเงินเดือนให้ผู้จัดการมือดีคนหนึ่งไป 30% เพื่อรั้งตัวเขาไว้ ผ่านไปครึ่งปี เขาก็ยังยื่นใบลาออกอยู่ดี คุณคิดไม่ตกว่า เงินก็ให้ไปแล้ว ทำไมยังเก็บคนไม่อยู่?

ผมเจอเรื่องแบบนี้มาทั้งในโรงงานและธุรกิจบริการ ตรรกะของเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ตรงไปตรงมา: พนักงานบ่น ก็คงเรื่องเงิน งั้นขึ้นเงินเดือนให้ ปัญหาน่าจะจบ แต่ความจริงมักไม่เป็นแบบนั้น — ขึ้นเงินเดือนทำให้เสียงบ่นเบาลงได้ แต่แลกความทุ่มเทจริง ๆ กลับมาไม่ได้ เบื้องหลังเรื่องนี้มีหลักจิตวิทยาที่ถูกพิสูจน์มากว่าหกสิบปีแล้ว

ทำไมขึ้นเงินเดือนแล้วยังเก็บคนไม่อยู่: ทฤษฎีสองปัจจัย

นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน เฟรเดอริก เฮิร์ซเบิร์ก (Frederick Herzberg) ตีพิมพ์หนังสือ The Motivation to Work ในปี 1959 โดยสัมภาษณ์วิศวกรและนักบัญชีกว่าสองร้อยคนในเมืองพิตต์สเบิร์ก ถามว่า "ช่วงไหนที่รู้สึกพอใจในงานเป็นพิเศษ และช่วงไหนที่รู้สึกไม่พอใจเป็นพิเศษ" ผลลัพธ์ที่ได้ขัดกับสามัญสำนึกมาก: ปัจจัยที่ทำให้พอใจ กับปัจจัยที่ทำให้ไม่พอใจ ไม่ใช่ปลายสองด้านของเส้นเดียวกัน แต่เป็นคนละแกนกันโดยสิ้นเชิง

แกนแรกเขาเรียกว่า "ปัจจัยสุขอนามัย" (hygiene factors) ได้แก่ เงินเดือน สภาพการทำงาน นโยบายบริษัท ความสัมพันธ์กับหัวหน้า ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในที่ทำงาน สิ่งเหล่านี้ถ้าขาดไป พนักงานจะบ่นและไม่พอใจ แต่ถ้ามีครบก็ทำได้แค่ให้คน "ไม่บ่น" เท่านั้น ไม่ได้ทำให้เขาทุ่มเทมากขึ้นแต่อย่างใด เหมือนความสะอาดของร้านอาหาร — ร้านสะอาดไม่ได้ทำให้คุณอยากไปกินเป็นพิเศษ แต่ร้านสกปรกจะทำให้คุณไม่กลับไปอีกเลย

แกนที่สองเขาเรียกว่า "ปัจจัยจูงใจ" (motivator factors) ได้แก่ ความสำเร็จ การได้รับการยอมรับ ความหมายของงานที่ทำ ความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย และโอกาสเติบโตของตัวเอง สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้คนอยากทำมากขึ้น อยากอยู่ต่อ

กลับมาที่ผู้จัดการที่ยื่นใบลาออก — การขึ้นเงินเดือนเติมแค่ปัจจัยสุขอนามัย ทำให้เขา "ไม่มีเหตุผลจะบ่น" แต่ถ้าสาเหตุที่แท้จริงที่เขาอยากไป คือรู้สึกว่างานที่ทำไม่มีใครเห็น ไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ มองไม่เห็นเส้นทางเติบโต การขึ้นเงินเดือนก็พลาดเป้าตั้งแต่ต้น

ในไทย: เงินดี งานมั่นคง แต่เก็บคนไม่อยู่ เพราะขาด "โอกาส"

ผลสำรวจตลาดแรงงานไทยชี้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะในกลุ่มบุคลากรสายดิจิทัล ซึ่งโดยทั่วไปได้รับค่าตอบแทนดี แต่กลับมีอัตราการลาออกสูง สื่อธุรกิจไทยที่สำรวจเรื่องนี้สรุปตรงกันว่าสาเหตุหลักไม่ใช่เงินเดือน แต่เป็น "โอกาส" — เส้นทางเลื่อนตำแหน่งไม่ชัดเจน มองไม่เห็นพื้นที่เติบโต พนักงานให้ความสำคัญกับการได้รับบทบาทที่ใหญ่ขึ้นมากกว่าตัวเลขเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น นี่คือภาพจริงของทฤษฎีสองปัจจัยในตลาดแรงงานไทย: ปัจจัยสุขอนามัย (เงินเดือนดี) มีครบแล้ว แต่ปัจจัยจูงใจ (การเติบโต บทบาทที่ท้าทาย) ขาดหายไป คนก็ยังคงลาออกอยู่ดี

ต่างประเทศ: เหตุผลลาออก เงินเดือนไม่ใช่อันดับหนึ่ง

งานวิจัยระยะยาวของ Gallup ในสหรัฐฯ เกี่ยวกับสาเหตุการลาออกของพนักงานพบว่า เกือบสามในสี่ของสาเหตุการลาออกเกี่ยวข้องกับหัวหน้าโดยตรง — ทั้งการขาดโอกาสเติบโตในสายอาชีพ การไม่ได้รับการยอมรับ และความสัมพันธ์กับหัวหน้าที่ไม่ดี ส่วนคนที่ระบุว่า "เงินเดือน" เป็นสาเหตุหลักในการลาออก มีเพียงประมาณสองในสิบเท่านั้น กลับกัน "โอกาสเติบโตและเลื่อนตำแหน่ง" ต่างหากที่เป็นเหตุผลที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุด คนส่วนใหญ่ไม่ได้ลาออกเพราะอยากได้เงินเพิ่มอีกนิดหน่อย แต่ลาออกเพราะมองไม่เห็นวันพรุ่งนี้ของตัวเองในที่ทำงานนั้น

ต้องพูดให้ชัดตรงนี้ว่า ไม่ได้แปลว่า "เงินเดือนไม่สำคัญ" ถ้าปัจจัยสุขอนามัยยังไม่พอ การพูดเรื่องแรงจูงใจก็เป็นแค่คำพูดลอย ๆ — พนักงานยังไม่รู้สึกถึงความเป็นธรรมและความมั่นคงขั้นพื้นฐาน คุณไปพูดเรื่องความสำเร็จกับเขา เขาก็จะมองว่าเป็นแค่การขายฝัน ลำดับที่ถูกต้องคือ เติมปัจจัยสุขอนามัยให้ถึงระดับ "ไม่มีเหตุให้บ่น" ก่อน แล้วค่อยทุ่มพลังไปที่ปัจจัยจูงใจ

วิธีทำ: แยกตรวจสอบสองปัจจัยออกจากกัน

ครั้งหน้าที่พนักงานยื่นใบลาออกหรือแสดงอาการหมดไฟ อย่าเพิ่งรีบเขียนเช็คขึ้นเงินเดือน ให้ทำสองเรื่องนี้ก่อน

หนึ่ง ตรวจปัจจัยสุขอนามัย: เงินเดือนต่ำกว่าตลาดอย่างชัดเจนหรือไม่ ชั่วโมงทำงานเกินมาตรฐานต่อเนื่องหรือไม่ ความสัมพันธ์กับหัวหน้าโดยตรงมีความขัดแย้งหรือไม่ สภาพแวดล้อมหรือระบบงานทำให้ติดขัดทุกวันหรือไม่ นี่คือ "พื้น" ต้องเติมให้ไม่ติดลบก่อน

สอง ตรวจปัจจัยจูงใจ: ช่วงนี้เขาได้รับคำชมที่เจาะจงหรือไม่ (ไม่ใช่คำลอย ๆ อย่าง "ทำได้ดี" แต่ต้องบอกได้ว่าเขาทำอะไรถูกต้อง) งานที่เขารับผิดชอบมีความท้าทายบ้างหรือไม่ เขารู้หรือไม่ว่าอีกครึ่งปีข้างหน้าตัวเองอาจไปในทิศทางไหน นี่คือ "เพดาน" ที่ตัดสินว่าเขาจะอยากอยู่ต่อและทุ่มเทมากขึ้นหรือไม่

🔧 AI ลงมือทำ: เครื่องมือวินิจฉัยปัจจัยสุขอนามัย/ปัจจัยจูงใจ

คัดลอกข้อความด้านล่างนี้ให้ "ผู้บริหาร AI" แล้วใส่รายละเอียดของพนักงานหรือทีมที่คุณกำลังกังวลอยู่ ระบบจะตอบกลับมาเป็นการวินิจฉัยที่ใช้งานได้จริง

เทมเพลตพรอมต์
คุณเป็นที่ปรึกษา HR ของฉัน ทีม/พนักงานของฉันตอนนี้มีสถานการณ์คือ: 【อธิบายสถานการณ์ เช่น พนักงานอาวุโสคนหนึ่งขวัญกำลังใจตกช่วงนี้ หรือทั้งแผนกมีอัตราการลาออกสูงผิดปกติ】 ช่วยฉันโดยใช้ทฤษฎีสองปัจจัยของ Herzberg:
1. ตรวจปัจจัยสุขอนามัย: จากเงินเดือน ชั่วโมงทำงาน ความสัมพันธ์กับหัวหน้า ความเป็นธรรมของระบบงาน ระบุจุดที่อาจ "ติดลบ" อยู่ตอนนี้
2. ตรวจปัจจัยจูงใจ: จากความสำเร็จ การได้รับการยอมรับ ความหมายของงาน โอกาสเติบโต ระบุจุดที่อาจ "ขาดหายไป" อยู่ตอนนี้
3. บอกฉันว่าคนนี้/ทีมนี้ตอนนี้ขาดปัจจัยสุขอนามัยหรือปัจจัยจูงใจเป็นหลัก พร้อมให้ 3 การกระทำที่เจาะจงที่ทำได้ภายในสัปดาห์นี้

ก้าวแรกที่ทำได้สัปดาห์นี้

เลือกพนักงานคนหนึ่งที่ช่วงนี้คุณรู้สึกว่า "แปลก ๆ" ไปนั่งคุยกันส่วนตัวสัก 10 นาที อย่าเพิ่งถามว่า "พอใจกับเงินเดือนไหม" ให้เปลี่ยนเป็นถาม "งานที่ทำช่วงนี้ มีเรื่องไหนที่รู้สึกว่าตัวเองทำสำเร็จบ้างไหม" คำตอบของเขาจะบอกคุณเองว่าเขาขาดปัจจัยไหน

📎 ที่มาทฤษฎี: ทฤษฎีสองปัจจัย (ปัจจัยสุขอนามัย/ปัจจัยจูงใจ) เสนอโดยเฟรเดอริก เฮิร์ซเบิร์ก (Frederick Herzberg) ในหนังสือ The Motivation to Work ปี 1959 มาจากการสัมภาษณ์วิศวกรและนักบัญชีในเมืองพิตต์สเบิร์ก ข้อมูลสาเหตุการลาออกในต่างประเทศอ้างอิงงานวิจัยด้านความผูกพันของพนักงานจาก Gallup กรณีอัตราการลาออกของบุคลากรสายดิจิทัลในไทยอ้างอิงรายงานข่าวธุรกิจของสื่อไทย

บทความนี้เขียนโดยบรรณาธิการ วีรพล จาก "ผู้บริหาร AI" แนวคิดการบริหารที่อ้างอิงระบุนักคิดต้นตำรับ กรณีศึกษาผ่านการตรวจสอบแล้วเขียนใหม่เป็นเนื้อหาต้นฉบับ

LINE

เชื่อม LINE เพื่ออ่านต่อฟรี

คุณอ่านครบ 5 บทความฟรีแล้ว เชื่อม LINE เพื่อปลดล็อกทุกคอร์ส ฟรีทั้งหมด

  • อ่านบทความและคอร์สทั้งหมดไม่จำกัด
  • ปลดล็อกคอร์สเต็มและใบรับรองแบบทดสอบ
  • ส่งบทเรียนวันละบทเข้า LINE ของคุณ
ดำเนินต่อด้วย LINE (ฟรี)

คลิกเดียวจบทั้งเข้าสู่ระบบ เชื่อมบัญชี และเพิ่มเพื่อน ไม่ต้องกรอกข้อมูลเพิ่ม

มีบัญชีอยู่แล้ว? เข้าสู่ระบบ

ถาม AI: บทความนี้ใช้กับการบริหารของคุณอย่างไร?
เนื้อหาสร้างโดย AI จากบทความนี้ โปรดใช้วิจารณญาณในการพิจารณาความถูกต้อง
ตอนถัดไป・แก่นการจัดการสมัยใหม่ พูดฟีดแบ็กให้ชัด: ใช้ "สถานการณ์-พฤติกรรม-ผลกระทบ" ลูกน้องถึงจะรู้ว่าต้องแก้อะไร

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อรักษาการเข้าสู่ระบบและภาษา และเก็บพฤติกรรมการใช้งานเพื่อปรับปรุงบริการ คุณเลือกเฉพาะที่จำเป็นได้ นโยบายความเป็นส่วนตัว