ครบ 180 วันในไทย คุณคือผู้เสียภาษีแบบไหน? บททดสอบสถานะที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้
เจ้าของธุรกิจหลายคนแยกไม่ออกว่า "ตัวเอง" กับ "บริษัท" เป็นผู้เสียภาษีคนละรายในกฎหมายไทย และใช้เกณฑ์ตัดสินคนละชุด บทเรียนนี้ใช้สถานการณ์จริงอธิบายกฎ 180 วันของบุคคล กฎที่จดทะเบียนของบริษัท และหลักเกณฑ์ใหม่เรื่องเงินได้จากต่างประเทศตั้งแต่ปี 2567
คุณเฉิน เจี้ยนหง เจ้าของธุรกิจค้าส่งชิ้นส่วนรถยนต์ที่ย้ายฐานจากไต้หวันมาจดทะเบียนบริษัทที่จังหวัดชลบุรี ลูกค้าหลักคือโรงงานประกอบรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นและเกาหลี ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เขาเดินทางไปกลับระหว่างไทเปกับกรุงเทพฯ เดือนละสองถึงสามครั้งเพื่อดูแลไทม์ไลน์การผลิตและเจรจากับซัพพลายเออร์ ระหว่างนั้นก็รับงานที่ปรึกษาให้ลูกค้าที่ไต้หวันเป็นพิเศษ โดยให้โอนค่าที่ปรึกษาเข้าบัญชีธนาคารที่ไทเปโดยตรง
เดือนกรกฎาคมปีนี้ นักบัญชีโทรมาด้วยน้ำเสียงรีบร้อน "คุณเฉินคะ ดิฉันนับจำนวนวันที่คุณเข้าประเทศไทยปีนี้แล้ว ถึงสิ้นเดือนมิถุนายนสะสมได้ 190 วัน สิ้นปีเกินแน่นอน แล้วเดือนก่อนคุณโอนเงินจากบัญชีไทเปมาเป็นเงินดาวน์คอนโดที่กรุงเทพฯ ในจำนวนนั้นมีส่วนหนึ่งเป็นค่าที่ปรึกษาที่รับเมื่อปีก่อน — เงินก้อนนี้กรมสรรพากรไทยจะนับเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีของคุณเป็นการส่วนตัวค่ะ"
คุณเฉินงงเป็นไก่ตาแตก "บริษัทของผมจดทะเบียนที่ไทย เสียภาษีอยู่แล้ว ผมเองก็ไม่ใช่คนไทย ทำไมต้องยื่นภาษีส่วนตัวอีก" คำถามนี้แทบจะเป็นกับดักข้อแรกที่เจ้าของธุรกิจต่างชาติในไทยเกือบทุกคนเคยเจอ — สับสนระหว่าง "ตัวผมเอง" กับ "บริษัทของผม" ซึ่งในกฎหมายภาษีไทยถือเป็นผู้เสียภาษีคนละรายกันโดยสิ้นเชิง และขอบเขตการเสียภาษีของทั้งสองฝ่ายก็ใช้เกณฑ์ตัดสินคนละชุดกันด้วย
ทำไมถึงเป็นแบบนี้
ในปี ค.ศ. 1923 นักเศรษฐศาสตร์การคลังสี่ท่านที่ได้รับมอบหมายจากสันนิบาตชาติ (League of Nations) — บรอยนส์ (Bruins) ชาวดัตช์ ลุยจี ไอเนาดี (Luigi Einaudi) ชาวอิตาลี เอ็ดวิน เซลิกแมน (Edwin Seligman) ชาวอเมริกัน และโจไซอาห์ สแตมป์ (Josiah Stamp) ชาวอังกฤษ — ร่วมกันเสนอรายงานที่ยังทรงอิทธิพลมาถึงปัจจุบัน โดยเสนอว่าประเทศหนึ่งมีความชอบธรรมที่จะเก็บภาษีจากเงินได้ได้สองแนวทางพร้อมกัน คือ "หลักแหล่งเงินได้" (source principle เงินได้เกิดขึ้นที่ไหน ประเทศนั้นมีสิทธิเก็บภาษี) และ "หลักถิ่นที่อยู่" (residence principle ผู้เสียภาษีอาศัยอยู่ที่ไหน ใช้บริการสาธารณะของประเทศใด ประเทศนั้นก็มีสิทธิเก็บภาษีเช่นกัน) รายงานฉบับนี้วางโครงสร้างพื้นฐานให้ระบบภาษีเงินได้ของเกือบทุกประเทศในปัจจุบัน รวมถึงประเทศไทยด้วย
เพราะเขตอำนาจทั้งสองแบบดำรงอยู่พร้อมกัน เงินได้ก้อนเดียวกันในทางทฤษฎีจึงอาจถูกสองประเทศอ้างสิทธิเก็บภาษีพร้อมกันได้ — นี่คือเหตุผลที่คำถาม "คุณเป็นผู้เสียภาษีของใคร" ไม่สามารถตอบได้ด้วยประโยคเดียว ต้องแยกพิจารณาเป็นสองชั้น คือ "สถานะถิ่นที่อยู่ทางภาษี" และ "แหล่งที่มาของเงินได้" และเกณฑ์ตัดสินของบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เข้าใจตรรกะนี้แล้วถึงจะรู้ว่าทุกปีตัวเองต้องรายงานต่อใคร และรายงานในขอบเขตแค่ไหน
ลงมือทำอย่างไร
ขั้นที่หนึ่ง: นับ 180 วันของ "ตัวคุณเอง" ให้ชัดเจน
ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 41 กำหนดว่า หากบุคคลใดอยู่ในประเทศไทยรวมกันครบ 180 วันในปีปฏิทินหนึ่ง (1 มกราคม–31 ธันวาคม) ไม่ว่าจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าถือวีซ่าประเภทใด ก็ถือเป็น "ผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศไทย" ทันที เจ้าของธุรกิจหลายคนมักจำผิดเป็น "183 วัน" ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่หลายประเทศทั่วโลกใช้กัน แต่ประเทศไทยใช้ 180 วัน ต่างกันแค่สามวัน แต่อาจทำให้คุณคำนวณภาระภาษีทั้งปีผิดพลาดได้ โดยหลักปฏิบัติ วันที่เข้าประเทศแม้เพียงบางส่วนของวันก็มักนับเป็นหนึ่งวันเต็ม แนะนำให้ตรวจสอบจากตราประทับหนังสือเดินทางหรือประวัติการเข้า-ออกในระบบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทีละวัน อย่าประมาณเอาเอง
ขั้นที่สอง: แยกให้ออกว่า "บริษัทของคุณ" เป็นผู้เสียภาษีประเภทไหน
ตรรกะการพิจารณาสถานะถิ่นที่อยู่ของนิติบุคคลต่างจากบุคคลธรรมดาโดยสิ้นเชิง ไม่ได้ดูว่าอยู่กี่วัน แต่ดูว่า "จดทะเบียนจัดตั้งที่ไหน" อย่างบริษัทค้าส่งของคุณเฉินที่จดทะเบียนที่ชลบุรี ถือเป็นนิติบุคคลไทยตามกฎหมายไทย ไม่ว่ารายได้จะมาจากลูกค้านอกประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม โดยหลักการต้องยื่นแบบเสียภาษีจากกำไรทั่วโลก (ตามเกณฑ์คงค้าง) ต่อกรมสรรพากรไทย ในทางกลับกัน หากบริษัทต่างชาติเพียงตั้ง "สำนักงานผู้แทน" หรือสาขาในประเทศไทย โดยบริษัทแม่ยังคงจดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ ประเทศไทยจะมีสิทธิเก็บภาษีเฉพาะ "เงินได้ที่เกิดจากกิจการที่สาขานั้นดำเนินในประเทศไทย" เท่านั้น รายได้อื่นของบริษัทแม่ในต่างประเทศไทยแตะต้องไม่ได้ นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่หลายกลุ่มบริษัทต้องถกกันจริงจังว่า จะตั้ง "บริษัทลูก" หรือ "สำนักงานผู้แทน" เมื่อวางแผนขยายธุรกิจในไทย
ขั้นที่สาม: ทำความเข้าใจว่า "แหล่งที่มาของเงินได้" กำหนดขอบเขตภาษีอย่างไร
กลับมาที่ปัญหาส่วนตัวของคุณเฉิน เมื่อปีนี้เขากลายเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีไทยแล้ว ขอบเขตการเก็บภาษีของกรมสรรพากรต่อเขาจะแบ่งเป็นสองชั้น ชั้นแรกคือเงินได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย (เช่น ค่าตอบแทนกรรมการจากบริษัทไทย ค่าบริการที่ปรึกษาที่ให้บริการในไทย) ชั้นนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่หรือไม่ก็ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว ชั้นที่สองคือเงินได้จากแหล่งนอกประเทศ ซึ่งกฎเดิมคือ "หาได้ปีไหน นำเข้าไทยปีนั้นถึงเสียภาษี" แต่กรมสรรพากรไทยได้ปรับหลักเกณฑ์ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.161/2566 (ประกาศเดือนกันยายน 2566 และมีคำสั่งเพิ่มเติม ป.162/2566 ชี้แจงเพิ่ม) มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป โดยกำหนดว่า ตราบใดที่ปีนั้นคุณเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีไทย เงินได้จากต่างประเทศไม่ว่าจะหามาปีไหนก็ตาม เพียงนำเข้าประเทศไทยก็ต้องนำมารวมยื่นภาษี — เงินค่าที่ปรึกษาก้อนเก่าที่คุณเฉินใช้จ่ายเป็นเงินดาวน์คอนโดนั้น เข้าข่ายกฎใหม่นี้พอดี แต่หากปีนี้เขาอยู่ไทยไม่ครบ 180 วัน ไม่เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี เงินโอนก้อนนี้กลับจะไม่ถูกเก็บภาษีเลย — นี่คือเหตุผลที่ "การระบุสถานะผู้เสียภาษี" ต้องเป็นขั้นตอนแรกสุดของการวางแผนภาษีทุกครั้ง
🔧 ลงมือทำกับ AI: การ์ดตรวจสอบสถานะผู้เสียภาษีไทยของฉัน
คัดลอกพรอมพ์ด้านล่างไปให้ผู้ช่วย AI ของคุณ กรอกสถานการณ์จริงของตัวคุณและบริษัท ให้ AI ช่วยสรุป "ภาพร่างสถานะเบื้องต้น" และรายการคำถามที่ควรไปสอบถามนักบัญชีต่อ แล้วค่อยถือรายการนี้ไปพบนักบัญชีหรือทนายด้านภาษีมืออาชีพ จะมีประสิทธิภาพกว่าการเดินเข้าไปคุยมือเปล่ามาก
คุณคือที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญระบบภาษีไทย ช่วยฉันสรุป "ภาพร่างสถานะผู้เสียภาษีเบื้องต้น" ทั้งของ "ตัวฉันเอง" และ "บริษัทของฉัน" ในประเทศไทย จากข้อมูลด้านล่าง พร้อมทำรายการคำถามที่ฉันควรไปยืนยันกับนักบัญชีหรือทนายภาษี (ไม่ต้องสรุปเป็นคำตอบทางกฎหมายขั้นสุดท้าย): 【สถานะส่วนตัว】 - สัญชาติของฉัน: - จำนวนวันสะสมที่อยู่ในไทยปีนี้ (ประมาณจากบันทึกเข้า-ออกประเทศ): - ถือวีซ่าทำงาน/วีซ่าเกษียณ/อื่นๆ หรือไม่: - ประเภทเงินได้ที่ฉันได้รับในประเทศไทย (เช่น ค่าตอบแทนกรรมการ ค่าที่ปรึกษา ค่าเช่า): - เงินได้ที่ได้รับนอกประเทศไทยและปีนี้มีการโอนเข้าไทย (ประเทศที่มา จำนวนเงิน ปีที่หาได้จริง): 【สถานะบริษัท】 - สถานที่จดทะเบียนบริษัท (จดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าไทยหรือไม่): - เป็นเพียงสำนักงานผู้แทน/สาขาของบริษัทแม่ต่างประเทศหรือไม่: - แหล่งรายได้หลัก (ลูกค้าในไทย vs ลูกค้าต่างประเทศ): กรุณาสรุปเป็นข้อ ๆ ดังนี้: 1. ปีนี้ฉันมีแนวโน้มเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีไทยหรือไม่ อ้างอิงจากอะไร 2. บริษัทของฉันเป็นผู้เสียภาษีประเภทใด ขอบเขตการเสียภาษีโดยประมาณเป็นอย่างไร 3. คำถามสำคัญ 3-5 ข้อที่ฉันควรไปยืนยันกับนักบัญชีมืออาชีพ
สิ่งที่ทำได้ภายในสัปดาห์นี้: ไปดึงประวัติการเข้า-ออกประเทศไทยของคุณปีนี้ทั้งหมด (จากตราประทับหนังสือเดินทางหรือแอปตรวจสอบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง) ลองนับจำนวนวันสะสมคร่าว ๆ ด้วยตัวเองก่อน ไม่ว่าจะเกิน 180 วันหรือไม่ก็จดตัวเลขนี้ไว้ แล้วประโยคแรกที่คุยกับนักบัญชีครั้งหน้าคือรายงานตัวเลขนี้ — เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการตัดสินภาษีทุกเรื่องที่ตามมา
📎 ที่มาทางทฤษฎี: หลักการที่เขตอำนาจตามถิ่นที่อยู่และเขตอำนาจตามแหล่งเงินได้ดำรงอยู่ร่วมกันในระบบภาษีระหว่างประเทศ มีที่มาจากรายงานปี ค.ศ. 1923 ของนักเศรษฐศาสตร์สี่ท่าน บรอยนส์ ไอเนาดี เซลิกแมน และสแตมป์ ที่เสนอต่อสันนิบาตชาติ เกณฑ์ผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี 180 วันของบุคคลธรรมดาดูจากประมวลรัษฎากรมาตรา 41 หลักเกณฑ์ใหม่เรื่องเงินได้จากต่างประเทศดูจากคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.161/2566 (กันยายน 2566) และ ป.162/2566 (พฤศจิกายน 2566) มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 ส่วนสถานะถิ่นที่อยู่ของนิติบุคคลพิจารณาจากสถานที่จดทะเบียนจัดตั้ง นิติบุคคลไทยเสียภาษีจากกำไรทั่วโลก ส่วนสาขาบริษัทต่างชาติเสียภาษีเฉพาะเงินได้จากกิจการในไทย สรุปหลักการจากประมวลรัษฎากรที่เกี่ยวข้องและรายงาน PwC Worldwide Tax Summaries ฉบับประเทศไทย
⚠️ บทความนี้เป็นการรวบรวมความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีหรือกฎหมาย การพิจารณาสถานะและภาระหน้าที่ยื่นภาษีที่แท้จริง กรุณาปรึกษากรมสรรพากร (Revenue Department) นักบัญชี หรือทนายความด้านภาษีที่มีใบอนุญาต เพื่อยืนยันกฎระเบียบฉบับล่าสุดและสถานการณ์เฉพาะของตัวคุณหรือบริษัทของคุณ
สมาชิกฟรีทำแบบทดสอบ คุยกับโค้ช AI ฟังบทความสะสมประวัติการเรียนรู้ สมัครรับ 100 พอยต์ทันที
สมัครฟรี