คอร์ส ธรรมาภิบาลธุรกิจครอบครัว ตอนที่ 2/10 ตอน ดูสารบัญคอร์ส

บัตรสามใบในตัวคนเดียว: วันนี้คุณสวมหมวกใบไหนตัดสินใจ?

03/11/2025 284
6:16
บัตรสามใบในตัวคนเดียว: วันนี้คุณสวมหมวกใบไหนตัดสินใจ?
ภาพ/Photo by Priscilla Du Preez 🇨🇦 on Unsplash

ความขัดแย้งที่มองไม่เห็นที่สุดในธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่ความเห็นไม่ตรงกัน แต่คือการไม่มีใครรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังพูดในฐานะไหน ใช้โมเดลสามวงกลมแกะรอยบทบาทคนในครอบครัว ผู้ถือหุ้น และพนักงาน ก่อนเปิดปากตัดสินใจทุกครั้ง

ในซอยย่านเยาวราช กรุงเทพฯ "ร้านฮะฮวดฮาร์ดแวร์" เปิดกิจการมาแล้ว 38 ปี เจ้าของร้านคุณเฮ่งชัย แซ่ตั้ง นั่งคุมหน้าร้านทุกวัน ลูกชายคนโตคุณวิชัยห้อยป้าย "กรรมการผู้จัดการ" คุมพนักงานทั้งบริษัทกว่า 40 ชีวิต ส่วนลูกสาวคนเล็กคุณวรรณาดูแลฝ่ายบัญชี คลุกคลีกับลูกหนี้การค้าและใบสั่งซื้อทุกวัน ทุกเทศกาลตรุษจีน ทั้งครอบครัวนั่งล้อมโต๊ะกลมกินข้าวด้วยกัน ไม่มีใครพูดคำว่า "บริษัท" ออกมาเลยสักคำ — จนกระทั่งมื้อค่ำเมื่อเดือนก่อน

วิชัยพูดขึ้นมาเฉยๆ ระหว่างมื้อค่ำว่าเขาอนุมัติขยายเครดิตเทอมให้ร้านวัสดุก่อสร้างของลุง (น้องชายของแม่) จาก 30 วันเป็น 90 วัน "ก็คนกันเองทั้งนั้น ให้เขาประคองตัวผ่านช่วงเศรษฐกิจฝืดไปก่อน" พูดจบคำ ตะเกียบของวรรณาก็ค้างอยู่กลางอากาศ — ยอดลูกหนี้ก้อนนั้นเกินระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ไปนานแล้ว เธอเพิ่งทำตัวแดงเตือนในรายงานเดือนนี้เอง สีหน้าของแม่คุณหลิน สิ่วคิมก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เธอถือหุ้น 40% เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของบริษัท แต่กลับเพิ่งได้ยินการตัดสินใจนี้เป็นครั้งแรกก็มื้อนี้เอง คุณเฮ่งชัยนั่งหัวโต๊ะ อยากไกล่เกลี่ยแต่ก็พูดอะไรไม่ออก เพราะตอบตัวเองไม่ได้ว่าเรื่องนี้ควรนับเป็น "เรื่องครอบครัว" หรือ "เรื่องบริษัท" กันแน่

มื้อนั้นไม่มีใครทะเลาะกัน แต่บรรยากาศอึดอัดไปทั้งคืน ทั้งสามคนต่างอั้นคำถามเดียวกันไว้ในใจโดยไม่กล้าพูดออกมา — ตอนนี้เรากำลังพูดในฐานะอะไรกันแน่?

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ความอึดอัดที่พูดไม่ออก บอกไม่ถูกแบบนี้ ไม่ได้เกิดจากใครขาดวุฒิภาวะ แต่เพราะธุรกิจครอบครัวมีสามระบบซ้อนทับกันอยู่ตั้งแต่ต้น เรนาโต ทาจิอูรี (Renato Tagiuri) และจอห์น เดวิส (John Davis) แห่งโรงเรียนธุรกิจฮาร์วาร์ด เสนอแนวคิดนี้ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1978 และตีพิมพ์อย่างเป็นทางการในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเดวิสปี ค.ศ. 1982 เรียกว่า "โมเดลสามวงกลม" (Three-Circle Model) ซึ่งแบ่งระบบธุรกิจครอบครัวออกเป็นสามวงที่ซ้อนทับกัน คือ วงครอบครัว วงความเป็นเจ้าของ และวงการบริหาร สามวงนี้ซ้อนทับกันจนเกิดเป็น 7 พื้นที่ย่อย และทุกคนในระบบจะตกอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเสมอ — และวิชัยก็บังเอิญตกอยู่ตรงกลางของทั้งสามวงพร้อมกัน เขาเป็นลูกชายตระกูลแซ่ตั้ง (วงครอบครัว) เป็นผู้ถือหุ้น 20% (วงความเป็นเจ้าของ) และเป็นกรรมการผู้จัดการ (วงการบริหาร)

"กติกาการเล่นเกม" ของสามวงนี้ต่างกันโดยธรรมชาติ วงครอบครัวให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมและการดูแลเอาใจใส่ วัดกันที่ว่าใครคือ "คนกันเอง" วงความเป็นเจ้าของให้ความสำคัญกับผลตอบแทนการลงทุนและการควบคุมความเสี่ยง วัดกันที่ว่าเงินก้อนนี้ปลอดภัยหรือไม่ วงการบริหารให้ความสำคัญกับผลงานและความเป็นมืออาชีพ วัดกันที่ว่าการตัดสินใจนี้คุ้มค่าหรือไม่ เรื่องเดียวกัน — เครดิตเทอมของลุง — เมื่อใส่เข้าไปในแต่ละวง จะได้ "คำตอบที่ถูกต้อง" คนละแบบ วิชัยตัดสินใจด้วยตรรกะ "ลูกชาย/หลานชาย" วรรณาเห็นความเสี่ยงด้วยตรรกะ "พนักงาน" ส่วนแม่เรียกร้องให้แจ้งล่วงหน้าด้วยตรรกะ "ผู้ถือหุ้น" ทั้งสามคนไม่มีใครผิด สิ่งที่ผิดคือไม่มีใครพูดให้ชัดก่อนว่าตอนนี้ตัวเองยืนอยู่ในวงไหน

จะลงมือทำอย่างไร

ประกาศก่อนว่ากำลังสวมหมวกใบไหน

วิธีที่ง่ายและต้นทุนต่ำที่สุด คือเปลี่ยน "บัตรสามใบ" ให้กลายเป็นประโยคเปิดบทสนทนา ทุกครั้งที่จะพูดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรบริษัท การบริหารบุคคล หรือการแบ่งผลประโยชน์ ให้ประกาศฐานะของตัวเองก่อนหนึ่งประโยค เช่น "ตอนนี้ผมพูดในฐานะกรรมการผู้จัดการนะครับ" หรือ "ประโยคนี้แม่พูดในฐานะแม่ ไม่ใช่ในฐานะผู้ถือหุ้น" ฟังดูเป็นทางการเกินไปก็จริง แต่ประโยคสั้นๆ นี้ช่วยให้ผู้ฟังปรับมาตรฐานการตัดสินได้ทันที — จะฟังด้วยมาตรฐานประสิทธิภาพของวงการบริหาร หรือฟังด้วยมาตรฐานความรู้สึกของวงครอบครัว ที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัวหลายคนเรียกแบบฝึกหัดนี้ว่า "การติดป้ายบทบาท" (role labeling) วิธีทำง่ายมากแต่เห็นผลทันที เพราะความขัดแย้งส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากจุดยืนที่ต่างกัน แต่เกิดจากการที่ไม่มีใครรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังใช้ไม้บรรทัดอันไหนวัด

แยกการตัดสินใจที่ปนกันออกให้เดินคนละกระบวนการ

แค่รู้ตัวแล้วประกาศฐานะยังไม่พอ วิธีแก้ที่ต้นตอจริงๆ คือแยก "เรื่องครอบครัว" "เรื่องผู้ถือหุ้น" "เรื่องบริหาร" ออกเป็นสามกระบวนการตัดสินใจที่ต่างกัน แต่ละเรื่องมีที่ประชุม มาตรฐาน และบันทึกของตัวเอง — นี่คือแนวคิด "ห้องประชุมความเป็นเจ้าของ" กับ "ห้องทำงานฝ่ายบริหาร" ที่ต้องแยกสร้างคนละห้อง ซึ่งจะอธิบายละเอียดในบทที่ 4 ยกตัวอย่างร้านฮะฮวด หากยอดเครดิตเกินวงเงินที่กำหนด ควรผ่าน "คณะกรรมการสินเชื่อ" อนุมัติ (มาตรฐานวงการบริหาร: ความเสี่ยงและผลงาน) ส่วนธุรกรรมกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกัน (บริษัทของลุง) ต้องผ่านขั้นตอน "เปิดเผยรายการที่เกี่ยวโยงกัน" และแจ้งผู้ถือหุ้นใหญ่ให้ทราบ (มาตรฐานวงความเป็นเจ้าของ: ความเท่าเทียมของข้อมูล) ส่วนจะให้ซองอั่งเปาครอบครัวลุงหนาขึ้นอีกหน่อยในปีใหม่ไหม นั่นคือ "เรื่องครอบครัว" ล้วนๆ ไม่จำเป็นและไม่ควรเอาแบบฟอร์มอนุมัติของบริษัทมาใช้ กลุ่มเซ็นทรัล (Central Group) หนึ่งในกลุ่มค้าปลีกใหญ่ที่สุดของไทย ซึ่งควบคุมโดยตระกูลจิราธิวัฒน์ ก็มีการจัดวางธรรมาภิบาลครอบครัวที่เปิดเผยต่อสาธารณะ โดยแยก "สภาครอบครัว" (family council) ออกจากคณะกรรมการบริษัทอย่างชัดเจน ประเด็นความรู้สึกและการสืบทอดภายในครอบครัวจะจัดการในสภาครอบครัว ส่วนการตัดสินใจทางธุรกิจปล่อยให้กลไกธรรมาภิบาลมืออาชีพดูแล ทั้งสองฝ่ายประสานงานกันเป็นระยะแต่ไม่ก้าวก่ายกัน

กรณีเปรียบเทียบ: ตระกูลฟอร์ดใช้โครงสร้างหุ้นแยกฐานะออกจากกันแบบ "ทางกายภาพ"

บริษัทฟอร์ด มอเตอร์ ของสหรัฐฯ ใช้วิธีออกแบบเชิงโครงสร้างแยกฐานะออกจากกันโดยตรง ตระกูลฟอร์ดถือหุ้นบุริมสิทธิ์ประเภท B ที่ให้สิทธิออกเสียงสูงกว่าปกติ เพื่อให้ครอบครัวยังคุมทิศทางสำคัญของบริษัทได้ (วงความเป็นเจ้าของ) แต่การบริหารประจำวันมอบให้ทีมผู้บริหารมืออาชีพ (วงการบริหาร) หากสมาชิกครอบครัวต้องการเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร ก็ยังต้องผ่านเส้นทางอาชีพและการประเมินผลงานแบบเดียวกับคนนอก โครงสร้างหุ้นแบบนี้ตรึงฐานะ "ฉันคือผู้ถือหุ้น" ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ต้องรอให้ใครรู้ตัวเองทุกครั้งไป ความขัดแย้งจึงลดลงไปครึ่งหนึ่งโดยธรรมชาติ

🔧 ลงมือทำกับ AI: ตารางสำรวจบัตรสามใบของฉัน

เส้นแบ่งของสามวงกลมนี้ มองเห็นชัดในตัวคนอื่นง่ายกว่าตัวเราเองเสมอ ลองรวบรวมการตัดสินใจที่เกี่ยวกับบริษัทของคุณในช่วงเดือนที่ผ่านมา แล้วให้ AI ช่วยติดป้ายทีละเรื่อง — ตอนนั้นคุณสวมหมวกใบไหน แล้วสามฐานะขัดกันเองตรงไหนบ้าง คัดลอกพรอมต์ด้านล่างไปวางในสถานการณ์ของคุณเองเพื่อเริ่มสำรวจได้เลย

แม่แบบพรอมต์
คุณคือที่ปรึกษาธรรมาภิบาลธุรกิจครอบครัวที่เชี่ยวชาญ "โมเดลสามวงกลม" (วงครอบครัว/วงความเป็นเจ้าของ/วงการบริหาร)
ฉันเป็นคนที่มีสามฐานะพร้อมกันในธุรกิจครอบครัว คือสมาชิกครอบครัว ผู้ถือหุ้น และผู้บริหาร ต่อไปนี้คือการตัดสินใจที่ฉันทำเมื่อเร็วๆ นี้ ช่วยวิเคราะห์ให้ทีละเรื่อง:

[วางการตัดสินใจที่เกี่ยวกับบริษัท 3-5 เรื่องในช่วงเดือนที่ผ่านมา พร้อมบริบทตอนนั้น สิ่งที่คุณพูด และสิ่งที่คุณทำ]

ช่วยบอกฉันสำหรับแต่ละการตัดสินใจว่า:
1. ตอนนั้นฉันใช้ตรรกะของวงไหน (ครอบครัว/ความเป็นเจ้าของ/การบริหาร) ในการตัดสินใจจริงๆ?
2. ถ้าเปลี่ยนไปใช้ตรรกะของอีกสองวง ผลลัพธ์จะต่างไปหรือไม่ ต่างกันตรงไหน?
3. สมาชิกครอบครัวคนอื่นที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจนี้ พวกเขาน่าจะตีความการตัดสินใจของฉันด้วยตรรกะของวงไหน?
4. ช่วยฝึกให้ฉันหนึ่งประโยค: ครั้งหน้าเจอสถานการณ์คล้ายกัน ฉันจะเปิดประโยคประกาศฐานะของตัวเองอย่างไรดี?

สิ่งที่ทำได้สัปดาห์นี้: เลือกการตัดสินใจเกี่ยวกับบริษัทสักเรื่องที่คุณกำลังจะทำ หรือเพิ่งทำไปในสัปดาห์นี้ เขียนลงไปว่า "ตอนนั้นฉันคิดเรื่องนี้ด้วยฐานะไหน" แล้วถามตัวเองต่อว่า ถ้าเปลี่ยนฐานะ คำตอบจะเปลี่ยนไหม แค่ขั้นตอนนี้ขั้นตอนเดียว ก็ช่วยให้คุณมีสติอีกหนึ่งวินาทีก่อนเปิดปากครั้งต่อไป

📎 อ้างอิงทฤษฎี: Tagiuri, R. & Davis, J. (1982) โมเดลสามวงกลม (Three-Circle Model) ตีพิมพ์ในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของ J. Davis ที่ Harvard Business School ต่อมาตีพิมพ์เป็นบทความ "Bivalent Attributes of the Family Firm" ใน Family Business Review ปี ค.ศ. 1996 กรณีโครงสร้างหุ้นสองระดับของฟอร์ด มอเตอร์ และธรรมาภิบาลครอบครัวจิราธิวัฒน์แห่งกลุ่มเซ็นทรัล เป็นการรวบรวมจากกรณีศึกษาที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

ถาม AI: บทความนี้ใช้กับการบริหารของคุณอย่างไร?
เนื้อหาสร้างโดย AI จากบทความนี้ โปรดใช้วิจารณญาณในการพิจารณาความถูกต้อง
ตอนถัดไป・ธรรมาภิบาลธุรกิจครอบครัว อย่ารอให้ทะเลาะกันก่อนค่อยเขียนกฎ: ธรรมนูญครอบครัวปกป้องใครกันแน่

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อรักษาการเข้าสู่ระบบและภาษา และเก็บพฤติกรรมการใช้งานเพื่อปรับปรุงบริการ คุณเลือกเฉพาะที่จำเป็นได้ นโยบายความเป็นส่วนตัว