คอร์ส นำเข้าส่งออกภาคปฏิบัติ ตอนที่ 3/10 ตอน ดูสารบัญคอร์ส

ราคาในใบแจ้งหนี้ไม่ใช่ราคาศุลกากร: ไข 4 ด่านคำนวณภาษีนำเข้าด้วยตัวเอง

15/12/2025 285
8:06
ราคาในใบแจ้งหนี้ไม่ใช่ราคาศุลกากร: ไข 4 ด่านคำนวณภาษีนำเข้าด้วยตัวเอง

ราคาศุลกากรที่กรมศุลกากรใช้คำนวณภาษี ไม่เคยเท่ากับตัวเลขบนใบแจ้งหนี้ บทเรียนนี้ไข 4 ด่าน ตั้งแต่ราคาซื้อขาย ค่าระวาง-ประกันภัย ค่าสิทธิ ไปจนถึงผลของ "ภาษีซ้อนภาษี" ให้คุณคำนวณอากรและ VAT เองได้ ก่อนใบประเมินเพิ่มเติมจะมาถึง

เฉินย่าถิง เป็นผู้จัดการฝ่ายการเงินของโรงงานฉีดพลาสติกความแม่นยำสูง "เซียงยุ่นพรีซิชั่น" ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง บริษัทแห่งนี้เป็นบริษัทลูกที่บริษัทแม่จากไต้หวันมาลงทุนตั้งในไทย ผลิตชิ้นส่วนตัวถังชิ้นส่วนรถยนต์ วัตถุดิบและแม่พิมพ์สำคัญต้องนำเข้าจากบริษัทแม่ที่เมืองเกาสงมาตลอด เดือนที่แล้วเธอยื่นสำแดงนำเข้าวัตถุดิบและแม่พิมพ์ชุดใหม่ตามปกติ ใบแจ้งหนี้ระบุ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ เงื่อนไข FOB เกาสง เธอคำนวณโดยเอาราคาในใบแจ้งหนี้คูณอัตราอากรตรงๆ เหมือนที่ทำมาตลอด 3 ปี

สามสัปดาห์ต่อมา เธอได้รับหนังสือแจ้งประเมินอากรเพิ่มเติมจากกรมศุลกากรไทย ให้ชำระอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติม พร้อมเงินเพิ่ม เจ้าหน้าที่ตรวจสอบชี้ว่า ราคาศุลกากรที่เธอสำแดงตกหล่นไป 3 รายการ ได้แก่ ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยจากเกาสงถึงท่าเรือแหลมฉบัง ค่าแม่พิมพ์ที่ใช้เฉพาะกับวัตถุดิบล็อตนี้ (ถึงจะโอนเงินให้บริษัทแม่แยกต่างหาก ไม่ได้ออกในใบแจ้งหนี้เดียวกัน) และค่าสิทธิบัตรที่จ่ายให้บริษัทแม่ทุกไตรมาส 5% ของยอดขาย รวมสามรายการนี้ทำให้ราคาศุลกากรที่สำแดงต่ำกว่าความเป็นจริงเกือบ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ ฐานคำนวณ VAT ก็คลาดเคลื่อนตามไปด้วย

เฉินย่าถิงถึงได้รู้ว่า ตัวเลขบนใบแจ้งหนี้ไม่เคยเท่ากับ "ราคาศุลกากร" ระหว่างทางยังมีด่านต้องผ่านอีกหลายด่าน พลาดด่านไหนไปหนึ่งด่าน สิ่งที่ตามมาคือหนังสือแจ้งประเมินอากรเพิ่มเติมพร้อมเงินเพิ่ม

ทำไมต้องเป็นแบบนี้

ราคาศุลกากร (Customs Value) คือฐานที่กรมศุลกากรใช้คำนวณอากรขาเข้าและ VAT แต่ไม่ใช่ตัวเลขในใบแจ้งหนี้โดยตรง ต้องผ่านการปรับปรุงตามกฎสากลก่อน ที่มาของกฎนี้คือมาตรา 7 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (GATT) ซึ่งการเจรจารอบโตเกียวปี 1979 ได้ผลลัพธ์เป็น "ประมวลการประเมินราคาศุลกากร" (Customs Valuation Code) ก่อนถูกผนวกเข้าระบบ WTO อย่างเป็นทางการในรอบอุรุกวัยปี 1994 กลายเป็น "ความตกลงว่าด้วยการปฏิบัติตามมาตรา 7 ของ GATT" (Agreement on Implementation of Article VII of GATT 1994) ส่วนพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ของไทย มาตรา 16 และ 17 ก็รับหลักการสากลชุดนี้เข้ามาทั้งชุด

ก่อนมีระบบนี้ หลายประเทศใช้ "นิยามราคาบรัสเซลส์" (Brussels Definition of Value) ที่คณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร (ต้นแบบขององค์การศุลกากรโลก WCO ในปัจจุบัน) กำหนดขึ้นเมื่อปี 1950 ซึ่งให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรประเมินราคาแบบ "อัตวิสัย" ได้เอง ทำให้ดุลยพินิจอยู่ในมือเจ้าหน้าที่แต่ละคน การค้าระหว่างประเทศจึงเกิดข้อพิพาทและช่องว่างสีเทามากมาย ต่อมาความตกลงว่าด้วยการประเมินราคาศุลกากรจึงเปลี่ยนมาใช้หลัก "ราคาที่ชำระแล้วหรือที่จะต้องชำระ" (วิธีราคาซื้อขาย, Transaction Value Method) เป็นหลัก คืนอำนาจการกำหนดราคาให้กับเงื่อนไขสัญญาซื้อขายจริงระหว่างคู่ค้า ลดพื้นที่ของดุลยพินิจส่วนบุคคลลงอย่างมาก

ส่วนเหตุผลที่ค่าสิทธิและค่านายหน้าซึ่งเป็น "รายจ่ายนอกสัญญาซื้อขาย" ต้องถูกบวกกลับเข้าไปในราคาศุลกากรด้วยนั้น ตรรกะเบื้องหลังมีรากเดียวกับ "หลักราคาตลาด" (arm's length principle) ในภาษีระหว่างประเทศ แนวคิดนี้สืบย้อนไปได้ถึงรายงานการจัดสรรกำไรของกิจการในเครือที่ Mitchell B. Carroll ทนายความด้านภาษีชาวอเมริกัน ร่างให้คณะกรรมการการคลังขององค์การสันนิบาตชาติ (League of Nations) เมื่อปี 1933 หัวใจสำคัญเหมือนกัน คือ เงื่อนไขการซื้อขายระหว่างบริษัทในเครือ จะลดหย่อนเพราะเป็น "พวกเดียวกัน" ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับซ่อนฐานภาษีไว้ทางอ้อม และตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นมา ไทยได้ยกเลิกเกณฑ์ยกเว้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำไปแล้วทั้งหมด ความคิดแบบเดิมที่ว่า "สินค้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทไม่ต้องเสียภาษี" ใช้ไม่ได้อีกต่อไป การคำนวณราคาศุลกากรให้ถูกต้อง จึงกลายเป็นเรื่องที่การนำเข้าทุกครั้งหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำอย่างไร

ด่านที่ 1: ราคาซื้อขายใช้เป็นฐานได้เลยหรือไม่

ราคาศุลกากรจะใช้หลัก "ราคาที่ชำระแล้วหรือที่จะต้องชำระ" หรือวิธีราคาซื้อขายเป็นอันดับแรก แต่มีเงื่อนไข คือ คู่สัญญาต้องไม่มีความสัมพันธ์พิเศษที่ทำให้ราคาต่ำผิดปกติ ราคาต้องไม่มีเงื่อนไขที่ศุลกากรประเมินมูลค่าไม่ได้ และสินค้าต้องไม่มีข้อจำกัดในการขายต่อ กรณีเซียงยุ่นพรีซิชั่นซื้อสินค้าจากบริษัทแม่ที่ไต้หวัน ถือเป็นธุรกรรมระหว่างกิจการในเครือ กรมศุลกากรมีสิทธิ์ให้พิสูจน์ว่าราคาไม่ได้บิดเบือนจากความสัมพันธ์ในเครือ เช่น เทียบราคาที่ขายให้บุคคลที่สามซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กัน หากพิสูจน์ไม่ได้ กรมศุลกากรจะเปลี่ยนไปใช้วิธีสำรองตามลำดับ เช่น วิธีราคาซื้อขายของสินค้าประเภทเดียวกัน หรือวิธีคำนวณราคา ขั้นตอนนี้จึงเป็นตัวตัดสินว่าอีก 3 ด่านที่เหลือจะเป็นแค่ "บวกลบคูณหาร" หรือต้อง "รื้อคำนวณใหม่ทั้งชุด"

ด่านที่ 2: ค่าระวางและค่าประกันภัยบวกเข้าไปหรือยัง

ขั้นตอนนี้ต่อเนื่องจากการอ่าน Incoterms ในบทที่ 1 ราคาศุลกากรของไทยใช้ฐาน CIF (Cost + Insurance + Freight) หากใบแจ้งหนี้เป็นราคา FOB ก็ต้องบวกค่าระวางและค่าประกันภัยจนถึงท่านำเข้าเข้าไปเอง แต่ถ้าเป็นเงื่อนไข CIF หรือ CIP อยู่แล้ว แสดงว่าค่าระวางและประกันภัยรวมอยู่ในราคาใบแจ้งหนี้แล้ว ไม่ต้องบวกซ้ำ กรณีเซียงยุ่นพรีซิชั่น ใบแจ้งหนี้ FOB 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ บวกค่าระวางเรือ 1,200 ดอลลาร์ ค่าประกันภัย 150 ดอลลาร์ รวมเป็น 51,350 ดอลลาร์สหรัฐ

ด่านที่ 3: ค่าสิทธิและค่าแม่พิมพ์ต้องบวกเข้าไปหรือไม่

ตามความตกลงว่าด้วยการประเมินราคาศุลกากร มาตรา 8 ตราบใดที่เป็นค่าแม่พิมพ์ ค่าเครื่องมือ ค่านายหน้า (ไม่รวมค่านายหน้าซื้อที่ผู้ซื้อว่าจ้างเอง) ค่าสิทธิหรือค่าอนุญาตใช้สิทธิ ที่ผู้ซื้อจ่ายเพิ่มเติมในฐานะ "เงื่อนไขของการซื้อสินค้าล็อตนี้" ต่อให้ไม่ได้ออกในใบแจ้งหนี้เดียวกัน หรือโอนเงินให้บริษัทแม่ในเครือแยกต่างหาก ก็ต้องบวกกลับเข้าไปในราคาศุลกากรทั้งหมด กรณีเซียงยุ่นพรีซิชั่น ค่าแม่พิมพ์ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงื่อนไขที่ทำให้สินค้าล็อตนี้ผลิตได้ ส่วนค่าสิทธิ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นค่าอนุญาตใช้เทคโนโลยีสิทธิบัตรของบริษัทแม่ในการผลิตชิ้นส่วน ทั้งสองรายการถือเป็น "เงื่อนไขการซื้อ" กรมศุลกากรจึงต้องบวกกลับ ราคาศุลกากรจึงเพิ่มเป็น 56,350 ดอลลาร์สหรัฐ

ด่านที่ 4: คำนวณอากรและ VAT ที่ต้องชำระจริง (ผลของภาษีซ้อนภาษี)

อากรขาเข้า = ราคาศุลกากร × อัตราอากรตาม HS Code ของสินค้านั้น อัตราแตกต่างกันไปตามประเภทสินค้า ให้ใช้วิธีจำแนก HS Code ที่เรียนในบทที่ 2 ไปตรวจสอบกับพิกัดอัตราศุลกากรไทยหรือ ASEAN Tariff Finder ทีละรายการ บทเรียนนี้จะไม่ใส่อัตราสมมติเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ส่วนฐานคำนวณ VAT คือ "ราคาศุลกากร + อากรที่คำนวณได้แล้ว" (ถ้าสินค้าเข้าเกณฑ์ภาษีสรรพสามิตต้องบวกก่อนด้วย) อัตรา VAT ปัจจุบันอยู่ที่ 7% (ตามพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาถึง 30 กันยายน 2569 หลังจากนั้นต้องติดตามประกาศทางการว่าจะขยายเวลาต่อหรือไม่) กล่าวคือ อากรจะดันฐาน VAT ให้สูงขึ้นก่อน นี่คือผลของ "ภาษีซ้อนภาษี" ที่ SME จำนวนมากคำนวณผิด เพราะพลาดขั้นนี้ไปแล้วเอาราคาใบแจ้งหนี้คูณ 7% ตรงๆ ตัวอย่างการคำนวณ (อัตราเป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ใช่พิกัดจริง) สมมติ HS Code นี้มีอัตราอากร 5% อากรที่ต้องชำระ ≈ 56,350 × 5% = 2,817.5 ดอลลาร์สหรัฐ ฐาน VAT คือ 56,350 + 2,817.5 = 59,167.5 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วจึงคูณ 7% จึงจะเป็น VAT ที่ต้องชำระ ไม่ใช่เอาราคาใบแจ้งหนี้ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐมาคำนวณตรงๆ

🔧 ลงมือทำกับ AI: ผู้ช่วยคำนวณราคาศุลกากร 4 ด่าน

คัดลอกพรอมต์ด้านล่างนี้ให้ AI แปะข้อมูลธุรกรรมนำเข้าจริงของคุณเข้าไป AI จะช่วยตรวจสอบทีละด่านตามตรรกะ 4 ด่าน คำนวณราคาศุลกากรและภาษีที่ต้องชำระ พร้อมเตือนจุดเสี่ยงที่อาจสำแดงตกหล่น

แม่แบบพรอมต์
คุณคือที่ปรึกษาภาษีศุลกากรด้านการนำเข้า-ส่งออกของฉัน กรุณาใช้ตรรกะ 4 ด่านตามความตกลงว่าด้วยการประเมินราคาศุลกากรของกรมศุลกากรไทย (GATT Article VII / WTO Valuation Agreement) ช่วยคำนวณราคาศุลกากรและภาษีที่ต้องชำระของสินค้าล็อตนี้ พร้อมชี้จุดเสี่ยงที่อาจสำแดงตกหล่น:

【ข้อมูลธุรกรรม】
- ชื่อสินค้า/HS Code: [กรุณากรอก หากไม่แน่ใจให้จำแนก HS Code ตามบทที่ 2 ก่อน]
- เงื่อนไข Incoterms: [เช่น FOB เกาสง/CIF แหลมฉบัง/EXW โรงงาน]
- มูลค่าในใบแจ้งหนี้และสกุลเงิน: [เช่น USD 50,000]
- ค่าระวางเรือ/เครื่องบิน: [จำนวนเงิน หากใบแจ้งหนี้ไม่รวมกรุณาระบุ]
- ค่าประกันภัย: [จำนวนเงิน หากไม่ได้ทำประกันกรุณาระบุ]
- มีค่าแม่พิมพ์/ค่าเครื่องมือ/ค่าตรวจสอบที่ผู้ซื้อจ่ายแยกต่างหากหรือไม่: [มี/ไม่มี, จำนวนเงิน]
- มีค่าสิทธิ/ค่าอนุญาตใช้สิทธิ/ค่าตราสินค้าหรือไม่: [มี/ไม่มี, จำนวนเงิน, ผู้รับเป็นกิจการในเครือหรือไม่]
- คู่สัญญาซื้อขายเป็นกิจการในเครือกันหรือไม่ (บริษัทแม่-ลูก/กลุ่มเดียวกัน): [ใช่/ไม่ใช่]
- อัตราแลกเปลี่ยนและวันที่ใช้คำนวณ: [เช่น 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 36 บาท ตามอัตราวันสำแดง]

【กรุณาตอบตามลำดับ】
1. ราคาธุรกรรมนี้ใช้ "วิธีราคาซื้อขาย" ได้เลยหรือไม่ ถ้าคู่สัญญาเป็นกิจการในเครือ กรุณาอธิบายเหตุผลที่อาจถูกขอให้ชี้แจงเพิ่มเติม
2. ต้องบวกค่าระวางและค่าประกันภัยหรือไม่ บวกแล้วรวมเป็นเท่าไร
3. ค่าใช้จ่ายรายการใดเข้าข่าย "เงื่อนไขการซื้อ" ที่ต้องบวกกลับเข้าราคาศุลกากร รายการใดไม่ต้องบวก (เช่น ค่านายหน้าซื้อที่ผู้ซื้อจ้างเองมักไม่ต้องบวก)
4. ราคาศุลกากรสุดท้ายคือเท่าไร พร้อมแสดงสูตรคำนวณอากรและ VAT (อัตราปัจจุบัน 7% กรุณาเตือนให้ตรวจสอบว่ายังอยู่ในช่วงขยายเวลาหรือไม่) โดยระบุว่า VAT คำนวณจาก "ราคาศุลกากร + อากร" ไม่ใช่จากมูลค่าใบแจ้งหนี้
5. สรุปเป็นข้อความสั้นๆ ว่าธุรกรรมนี้มีจุดเสี่ยงใดที่กรมศุลกากรมักตีความว่า "สำแดงตกหล่น" มากที่สุด

สิ่งที่ทำได้สัปดาห์นี้: หยิบคำสั่งซื้อหรือใบแจ้งหนี้นำเข้าจริงล่าสุดของบริษัทคุณ มาลองรันตามพรอมต์ข้างต้นดูสักครั้ง เทียบกับราคาศุลกากรที่บริษัทสำแดงอยู่ในปัจจุบัน ดูว่าค่าแม่พิมพ์ ค่าสิทธิ ที่ "ไม่ได้ออกในใบแจ้งหนี้" มีตกหล่นหรือไม่ รายการที่มีข้อสงสัย สัปดาห์นี้ควรนัดตัวแทนออกของหรือนักบัญชียืนยันให้ชัดเจน คุ้มค่ากว่ารอให้หนังสือแจ้งประเมินอากรเพิ่มเติมมาถึง

📎 ที่มาทางทฤษฎี: ความตกลงว่าด้วยการปฏิบัติตามมาตรา 7 ของ GATT (Agreement on Implementation of Article VII of GATT 1994 พัฒนาจาก Customs Valuation Code รอบโตเกียวปี 1979); พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 16, 17; นิยามราคาบรัสเซลส์ (Brussels Definition of Value) ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรปี 1950; รายงานของ Mitchell B. Carroll ที่ร่างให้คณะกรรมการการคลังองค์การสันนิบาตชาติปี 1933 (ที่มาของหลัก arm's length principle); อัตรา VAT ปัจจุบัน 7% (ตามพระราชกฤษฎีกาขยายถึง 30 กันยายน 2569) และนโยบายยกเลิกเกณฑ์ยกเว้นภาษีสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำตั้งแต่ปี 2569 เป็นข้อมูลสาธารณะ ตัวเลขจริงกรุณายึดตามประกาศทางการของกรมสรรพากรและกรมศุลกากรไทย

⚠️ บทความนี้เป็นการรวบรวมความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำด้านภาษีหรือกฎหมาย การกำหนดราคาศุลกากร พิกัดอัตราภาษี และการสำแดงจริง กรุณาปรึกษากรมศุลกากร กรมสรรพากร หรือนักบัญชี/ตัวแทนออกของที่มีใบอนุญาต เพื่อยืนยันกฎระเบียบและฉบับกฎหมายล่าสุด

ถาม AI: บทความนี้ใช้กับการบริหารของคุณอย่างไร?
เนื้อหาสร้างโดย AI จากบทความนี้ โปรดใช้วิจารณญาณในการพิจารณาความถูกต้อง
ตอนถัดไป・นำเข้าส่งออกภาคปฏิบัติ จากท่าเรือแหลมฉบังถึงโกดังสินค้า: ไขขั้นตอนพิธีการศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ e-Customs ของไทยทีละก้าว

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อรักษาการเข้าสู่ระบบและภาษา และเก็บพฤติกรรมการใช้งานเพื่อปรับปรุงบริการ คุณเลือกเฉพาะที่จำเป็นได้ นโยบายความเป็นส่วนตัว