ความเจ็บปวดจากการขาดทุน มากกว่าความสุขจากกำไรถึงสองเท่า: ถอดรหัสทำไมคุณไม่กล้าหยุดขาดทุน
ความเกลียดชังการสูญเสียทำให้ความเจ็บปวดจากการขาดทุนรุนแรงกว่าความสุขจากกำไรจำนวนเท่ากันถึงสองเท่า นี่คือรากเหง้าทางจิตวิทยาที่ทำให้ผู้บริหารหลายคนรู้ว่าควรหยุดขาดทุนแต่ก็ไม่กล้าลงมือ บทเรียนนี้ใช้กรณีศึกษาจากโรงงานในไทย สอนวิธีใช้คำถามฐานศูนย์รีเฟรมการตัดสินใจ และออกแบบแรงจูงใจด้วยกรอบการสูญเสีย
คุณประวิทย์ เจ้าของบริษัท "ไทยรุ่งเรือง พรีซิชั่น" โรงงานปั๊มชิ้นส่วนโลหะในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง นั่งจ้องงบการเงินด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แปดเดือนก่อน เขาทุ่มเงินสามล้านบาทซื้อสายการผลิตปั๊มชิ้นส่วนเส้นที่สอง โดยหวังว่าจะรับออร์เดอร์ใหม่จากผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นระดับ Tier 1 ได้ แต่ปรากฏว่าออร์เดอร์ที่ได้จริงมีเพียงร้อยละ 60 ของที่ประเมินไว้ สายการผลิตนี้ขาดทุนสุทธิเดือนละประมาณ 150,000 บาท
ผู้จัดการฝ่ายการเงินเสนอให้ปิดสายการผลิตนี้ตั้งแต่สามเดือนก่อน เพื่อโยกกำลังคนไปเสริมสายหลักและหยุดเลือดไหล แต่ทุกครั้งที่ประชุม คุณประวิทย์จะพูดว่า "ลองอีกสักพักก่อน" ในใจเขามีเส้นแบ่งที่ข้ามไม่ได้ นั่นคือ ถ้าปิดสายการผลิตวันนี้ เงินสามล้านบาทนั้นจะกลายเป็น "ขาดทุนที่ยืนยันแล้ว" ทันที แต่ตราบใดที่เครื่องจักรยังเดินอยู่ ในใจเขารู้สึกว่าเงินก้อนนั้น "ยังมีโอกาสได้คืน" ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเดินเครื่องต่อไปก็แค่ขาดทุนเพิ่มอีกเดือนละ 150,000 บาท
เรื่องนี้ไม่ใช่เพราะคุณประวิทย์ดื้อรั้นเป็นพิเศษ แต่เป็นกับดักทางจิตวิทยาที่ผู้บริหารแทบทุกคนเคยเจอ นั่นคือ เมื่อต้องเผชิญกับ "การขาดทุนที่แน่นอน" คนเราจะรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าการเผชิญกับ "การขาดทุนที่ไม่แน่นอน" จึงมักเลือกที่จะยื้อเวลา เสี่ยงต่อไป มากกว่าจะลงมือกดปุ่มหยุดขาดทุนด้วยตัวเอง
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น
นักจิตวิทยา แดเนียล คาห์เนแมน (Daniel Kahneman) และ อาโมส ทเวอร์สกี (Amos Tversky) ตีพิมพ์บทความเรื่อง "Prospect Theory: An Analysis of Decision under Risk" ในวารสาร Econometrica เมื่อปี 1979 ซึ่งพิสูจน์ด้วยการทดลองว่า มนุษย์เราไม่ได้มองเรื่อง "ได้" กับ "เสีย" อย่างสมดุลกันแบบที่เศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมสันนิษฐาน การขาดทุนจำนวนหนึ่ง สร้างความเจ็บปวดทางจิตใจมากกว่าความสุขที่ได้จากกำไรจำนวนเท่ากันประมาณสองเท่า นี่คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ความเกลียดชังการสูญเสีย" (loss aversion) เมื่อวาดเป็นกราฟ เส้นมูลค่าทางจิตใจของมนุษย์ต่อ "การได้" และ "การเสีย" จึงไม่ใช่เส้นตรง แต่เป็นเส้นโค้งที่ดิ่งลงอย่างรวดเร็วในฝั่งขาดทุน
นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมอีกท่านหนึ่งคือ ริชาร์ด เทเลอร์ (Richard Thaler) เสนอแนวคิด "การทำบัญชีในใจ" (mental accounting) ในช่วงทศวรรษ 1980 โดยชี้ว่ามนุษย์ไม่ได้มองเงินทุกบาททุกสตางค์เป็นก้อนเดียวกันที่แลกเปลี่ยนกันได้อย่างมีเหตุผล แต่จะแบ่งเงินตาม "ที่มา" และ "จุดประสงค์การใช้" แล้วเปิดเป็น "บัญชีในใจ" แยกกันประเมิน เงินสามล้านบาทที่ลงทุนไปแล้ว ในใจของคุณประวิทย์จึงถูกจัดเข้า "บัญชีสายการผลิตปั๊มชิ้นส่วน" โดยอัตโนมัติ การปิดสายการผลิตเท่ากับต้อง "ยอมรับความพ่ายแพ้" ในบัญชีนี้ ความเจ็บปวดนี้เองที่ทำให้การตัดสินใจกลายเป็นเรื่องของอารมณ์ ไม่ใช่การคำนวณทางการเงินล้วนๆ
เรียนคอร์สบังคับ 7 คอร์สให้จบก่อน (ตอนนี้ 0/7) เพื่อปลดล็อกคอร์สผู้จัดการทั้งหมด
ไปเรียนคอร์สบังคับสมาชิกฟรีทำแบบทดสอบ คุยกับโค้ช AI ฟังบทความสะสมประวัติการเรียนรู้ สมัครรับ 100 พอยต์ทันที
สมัครฟรี