คอร์ส เรียนการจัดการแบบโตโยต้า: ไคเซ็นหน้างาน ตอนที่ 1/13 ตอน ดูสารบัญคอร์ส

ลูกน้องยุ่งทั้งวัน แต่งานยังส่งช้า? มาแยกให้ออกก่อนว่าอะไรคือ "ทำ" อะไรคือแค่ "ขยับ"

17/03/2025 301
6:49
ลูกน้องยุ่งทั้งวัน แต่งานยังส่งช้า? มาแยกให้ออกก่อนว่าอะไรคือ "ทำ" อะไรคือแค่ "ขยับ"

ใช้แนวคิด "働く/動く" ของไทอิจิ โอโนะ ผู้วางรากฐานระบบการผลิตโตโยต้า สอนเถ้าแก่มองทะลุภาพลวงตาของความ "ยุ่ง" แยกให้ออกว่าการเคลื่อนไหวไหนสร้างมูลค่าจริง การเคลื่อนไหวไหนแค่เสียแรงเปล่ากับการขนของและการรอคอย

เจ็ดโมงครึ่งตอนเช้า คุณเดชา เจ้าของโรงงานปั๊มโลหะที่จังหวัดระยอง ยืนอยู่ที่ห้องทำงานชั้นสอง มองลงไปที่สายการผลิตข้างล่าง ทุกสถานีงานมีคนอยู่เต็ม พนักงานขนของเข็นรถเข็นวิ่งไปวิ่งมา พนักงานหน้างานก้มตัวคุ้ยหากล่องชิ้นส่วน บางคนถือวิทยุสื่อสารวิ่งไปถามหัวหน้าไลน์ ทั้งโรงงานดูวุ่นวายไปหมด แต่พอถึงสิ้นเดือนตรวจสต๊อกดู กำหนดส่งมอบงานกลับเลื่อนไปอีกสามวัน ลูกค้าคือบริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ระดับ Tier 1 สัญชาติญี่ปุ่น ฝ่ายจัดซื้อโทรมาทวงเป็นครั้งที่สองแล้ว

คุณเดชาคิดไม่ตก พนักงานในโรงงานของเขาไม่มีใครขี้เกียจสักคน ทุกคนยุ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็น แม้แต่พักเที่ยงกินข้าวกล่องก็ยังถือโอกาสนับสต๊อกไปด้วย แล้วทำไมผลผลิตถึงยังตามไม่ทัน เขาจึงเชิญที่ปรึกษาคนหนึ่งที่เคยตรวจสอบซัพพลายเชนให้โตโยต้ามาดูหน้างาน ที่ปรึกษาถามเพียงประโยคเดียวว่า "คุณแยกออกไหมครับ ว่าตอนนี้พนักงานกำลัง 'ทำงาน' หรือแค่กำลัง 'ขยับตัว' อยู่" คุณเดชาอึ้งไปพักหนึ่ง ในสายตาเขา ยุ่งก็คือยุ่ง ไม่เคยคิดว่าความยุ่งจะต้องแยกเป็น "ทำ" กับ "ขยับ" ด้วย

ที่ปรึกษาอธิบายต่อว่า โตโยต้าใช้เวลาหลายสิบปีสอนคนหน้างานทุกคนให้แยกสองสิ่งนี้ออกจากกัน นี่เองที่ทำให้คุณเดชาตัดสินใจกลับไปเริ่มต้นใหม่ที่สถานีลบครีบชิ้นงานของโรงงานตัวเอง ฝึกมอง "หน้างาน" ใหม่อีกครั้ง

ทำไมถึงเป็นแบบนี้

คำถามนี้จริง ๆ แล้วมาจากแก่นความคิดที่ไทอิจิ โอโนะ (Taiichi Ohno) ผู้วางรากฐานระบบการผลิตโตโยต้า เน้นย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหนังสือ Toyota Production System ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาญี่ปุ่นในปี 1978 นั่นคือความแตกต่างระหว่างคำว่า "働く" (ฮะทะระคุ แปลว่าทำงาน) กับ "動く" (อุโงะคุ แปลว่าเคลื่อนไหว) ในภาษาญี่ปุ่น สองคำนี้ออกเสียงคล้ายกันแต่ความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง โอโนะสังเกตพนักงานหน้างานแล้วพบว่า แม้ทั้งสองแบบจะดู "ยุ่ง" เหมือนกัน แต่บางการเคลื่อนไหวคือการเพิ่มมูลค่าที่ลูกค้ายินดีจ่ายเงินให้ เช่น การขันน็อต การเชื่อม การประกอบชิ้นงาน ในขณะที่การเคลื่อนไหวส่วนใหญ่เป็นเพียงการขยับร่างกาย เดินไปหาของที่ชั้นวาง ก้มตัวขนของ ยืนรอชิ้นงานกึ่งสำเร็จจากสถานีก่อนหน้า การเคลื่อนไหวเหล่านี้ใช้แรงกาย ใช้เวลา แต่ไม่ได้เพิ่มมูลค่าให้สินค้าแม้แต่น้อย โอโนะถึงกับพูดติดตลกว่า ตัวอักษรจีน "働" ที่แปลว่าทำงาน ถ้าแยกส่วนดูจะเห็นว่าเป็น "คน" ที่ "เคลื่อนไหว" จนสร้างผลลัพธ์ขึ้นมา ในขณะที่ "動" เฉย ๆ คือแค่คนกำลังขยับตัวเท่านั้น

แนวคิดนี้ไม่ได้มีแค่ที่โตโยต้า ย้อนไปตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1900 คู่สามีภรรยาผู้บุกเบิกวิศวกรรมอุตสาหการชาวอเมริกัน แฟรงก์และลิลเลียน กิลเบรธ (Frank & Lillian Gilbreth) ก็ใช้วิธี "การศึกษาการเคลื่อนไหว" (motion study) บันทึกการเคลื่อนไหวของพนักงานทีละเฟรมด้วยกล้องถ่ายภาพยนตร์ พิสูจน์ว่าในกระบวนการทำงานส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวที่สร้างมูลค่าจริงมักไม่ถึงครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ ที่เหลือล้วนเป็นการขนของ การค้นหา การรอคอย ซึ่งเป็นสิ่งที่ออกแบบให้หมดไปได้ทั้งนั้น โอโนะนำแนวคิดนี้มาต่อยอดให้กลายเป็นวิธีตัดสินใจที่ใช้ได้จริงหน้างานทุกวัน ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในตำรา

ต้องทำอย่างไร

ขั้นแรก: วาดวงกลมด้วยชอล์ก แล้วยืนดู

โอโนะมีวิธีที่โด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้ คือเขาจะวาดวงกลมด้วยชอล์กบนพื้นโรงงาน แล้วสั่งให้วิศวกรรุ่นใหม่ยืนอยู่ในวงกลมนั้นเป็นเวลาหลายชั่วโมง ห้ามลงมือช่วยงานใด ๆ ให้จดบันทึกสิ่งที่เห็นเท่านั้น เพื่อบังคับให้วิศวกรเหล่านี้ใช้สายตาตัวเองแยกแยะว่าอะไรคือมูลค่า อะไรคือความสูญเปล่า ภายหลังคุณเดชาก็ลองทำแบบเดียวกัน เขาเลือกสถานี "ลบครีบและตรวจสอบ" ในโรงงาน ยืนดูอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง จดทุกการเคลื่อนไหวเรียงตามเวลา

ขั้นสอง: ใช้ตารางสองช่องติดป้ายให้แต่ละการเคลื่อนไหว

วิธีง่ายมาก ทุกครั้งที่สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวหนึ่งครั้ง ให้ถามตัวเองคำถามเดียวว่า การเคลื่อนไหวนี้ทำให้สินค้าใกล้เคียงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการมากขึ้นหรือไม่ ถ้าใช่ ให้ติดป้าย "ทำ" ถ้าไม่ใช่ ให้ติดป้าย "ขยับ" คุณเดชาลองคำนวณดูแล้วพบว่า พนักงานต้องเดินไปหยิบชิ้นงานจากกล่องรวมทุกชั่วโมงถึงสิบห้าครั้ง การเดินไปเดินมาเหล่านี้รวมกันแล้วกินเวลาเกือบสี่สิบเปอร์เซ็นต์ของสถานีงานทั้งหมด ซึ่งล้วนเป็น "ขยับ" ไม่ใช่ "ทำ" เขาจึงย้ายกล่องชิ้นส่วนให้ใกล้สถานีงานมากขึ้น เปลี่ยนเป็นแบ่งเป็นล็อตเล็ก ๆ วางไว้ใกล้มือ ผลผลิตของสถานีนั้นก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเวลาไม่นาน กรณีแบบนี้ไม่ใช่เรื่องพิเศษ โรงงานบรรจุขนมขบเคี้ยวแห่งหนึ่งในภาคกลางของไทยก็ใช้วิธีเดียวกันสังเกตสายการบรรจุ พบว่าพนักงานเดินเฉลี่ยกว่าสี่สิบก้าวต่อการบรรจุขนมหนึ่งกล่อง เพื่อไปหยิบเทปกาวกับคัตเตอร์ ภายหลังย้ายเครื่องมือให้อยู่ในระยะเอื้อมมือถึง เวลาทำงานต่อกล่องก็ลดลงเกือบยี่สิบเปอร์เซ็นต์

🔧 AI ลงมือทำ: เครื่องมือสร้าง "ตารางวินิจฉัยการเคลื่อนไหว ทำ VS ขยับ"

คุณไม่จำเป็นต้องเชิญที่ปรึกษาเข้ามาตั้งแต่วันแรก ลองให้ AI ช่วยจัดระเบียบการเคลื่อนไหวที่คุณสังเกตเห็นหน้างาน ให้กลายเป็นตารางวินิจฉัย "ทำ/ขยับ" อย่างรวดเร็ว ระบุว่าการเคลื่อนไหวไหนตัดทิ้งได้ทันที การเคลื่อนไหวไหนต้องออกแบบผังสถานีงานใหม่ แค่นำรายการที่คุณยืนสังเกต 30 นาทีมาวางในพรอมป์ต์ด้านล่างนี้แล้วส่งให้ AI

แม่แบบพรอมป์ต์
คุณคือที่ปรึกษาด้านการปรับปรุงหน้างานที่เชี่ยวชาญระบบการผลิตโตโยต้า
ผมยืนสังเกตสถานีงาน "[ใส่ชื่อสถานีงาน เช่น ลบครีบ/บรรจุภัณฑ์/ประกอบชิ้นงาน]" เป็นเวลา [ใส่จำนวนนาที] นาที และจดการเคลื่อนไหวที่เห็นเรียงตามเวลาไว้ดังนี้

[วางบันทึกการสังเกตของคุณ หนึ่งบรรทัดต่อหนึ่งการเคลื่อนไหว เช่น
07:02 เดินไปที่ชั้นวางชิ้นส่วนเพื่อค้นหาน็อต
07:04 ก้มตัวขนกล่องชิ้นงานกึ่งสำเร็จ
07:06 ขันน็อตสองตัว
...]

ช่วยผมทำสิ่งต่อไปนี้
1. ติดป้ายแต่ละการเคลื่อนไหวว่าเป็น "ทำ" (ทำให้สินค้าใกล้เคียงสิ่งที่ลูกค้าต้องการมากขึ้นโดยตรง) หรือ "ขยับ" (ไม่เปลี่ยนแปลงสินค้า เป็นแค่การขยับตัว ค้นหา รอคอย หรือขนของ)
2. คำนวณสัดส่วนเวลาของ "ทำ" กับ "ขยับ" แต่ละอย่าง
3. สำหรับการเคลื่อนไหวประเภท "ขยับ" ที่มีสัดส่วนสูงสุดสามอันดับแรก ให้ข้อเสนอแนะการปรับปรุงที่เป็นรูปธรรม ต้นทุนต่ำ และทำได้ภายในสัปดาห์นี้ อย่างละหนึ่งข้อ (เช่น ปรับตำแหน่งวางเครื่องมือ แบ่งชิ้นส่วนล่วงหน้า เปลี่ยนตำแหน่งยืนทำงาน)
4. สรุปด้วยประโยคเดียวว่า ถ้าต้องตัดการเคลื่อนไหวประเภท "ขยับ" ได้แค่หนึ่งอย่าง ควรตัดอันไหนก่อน เพราะอะไร

สิ่งที่ทำได้ภายในสัปดาห์นี้: เลือกสถานีงานที่คุณรู้สึกว่า "ยุ่งทุกวันแต่งานมักส่งช้า" สักหนึ่งสถานี ยืนดูข้าง ๆ ให้ครบ 30 นาที จดทุกการเคลื่อนไหวไว้ แล้วนำพรอมป์ต์ด้านบนไปใช้ คุณจะได้เห็นเป็นตัวเลขครั้งแรกว่า ความยุ่งของพนักงานนั้น มีสัดส่วนเท่าไรที่เป็น "ทำ" และมีสัดส่วนเท่าไรที่เป็นแค่ "ขยับ"

📎 ที่มาทางทฤษฎี: ไทอิจิ โอโนะ (Taiichi Ohno) หนังสือ Toyota Production System: Beyond Large-Scale Production (ตีพิมพ์ภาษาญี่ปุ่นปี 1978 / แปลภาษาอังกฤษปี 1988) แนวคิดการแยก "働く" กับ "動く"; แฟรงก์และลิลเลียน กิลเบรธ (Frank & Lillian Gilbreth) แนวคิด "การศึกษาการเคลื่อนไหว" (motion study) ต้นทศวรรษ 1900

ถาม AI: บทความนี้ใช้กับการบริหารของคุณอย่างไร?
เนื้อหาสร้างโดย AI จากบทความนี้ โปรดใช้วิจารณญาณในการพิจารณาความถูกต้อง
ตอนถัดไป・เรียนการจัดการแบบโตโยต้า: ไคเซ็นหน้างาน เจ็ดความสูญเปล่าที่มองไม่เห็น: เช็กลิสต์เปิดโปงจุดรั่วไหลในโรงงานของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อรักษาการเข้าสู่ระบบและภาษา และเก็บพฤติกรรมการใช้งานเพื่อปรับปรุงบริการ คุณเลือกเฉพาะที่จำเป็นได้ นโยบายความเป็นส่วนตัว