สิ่งที่เจ้านายกลัวที่สุดไม่ใช่ข่าวร้าย แต่คือ "คุณรู้แล้วแต่ไม่บอก"
เจ้านายจะหมดความไว้วางใจในตัวคุณ ไม่ใช่เพราะคุณทำผิดพลาด แต่เพราะเขาเป็นคนสุดท้ายที่รู้เรื่อง บทเรียนนี้สอนให้คุณใช้สูตร SBAR และเกณฑ์ "ผิดปกติต้องรายงานทันที" เพื่อออกแบบระบบรายงานที่เจ้านายจะไม่ถูกเซอร์ไพรส์อีกต่อไป
เจ็ดโมงเช้า เฉิน จื้อหมิง เพิ่งก้าวเข้าสำนักงานโรงงานแปรรูปอาหารทะเลในจังหวัดสมุทรปราการ มือถือก็มีอีเมลจากลูกค้าชาวเนเธอร์แลนด์เด้งขึ้นมา หัวเรื่องมีแค่สี่คำ "Urgent - Quality Issue" ใจเขาวูบลงทันที เพราะกุ้งแช่แข็งล็อตที่จะส่งไปรอตเตอร์ดัมเมื่อสัปดาห์ก่อน ฝ่ายควบคุมคุณภาพเคยเอ่ยปากไว้ว่า "มีสองล็อตที่ผลึกน้ำแข็งหนาผิดปกติ อาจเป็นเพราะอุณหภูมิแช่แข็งเฉียบพลันคุมไม่นิ่ง" แต่ตอนนั้นเขาคิดแค่ว่า "รอดูอีกสองวันก่อน อย่าเพิ่งทำให้เจ้านายกังวล" สุดท้ายลูกค้าร้องเรียนตรง ตู้คอนเทนเนอร์ถูกกักที่ท่าเรือเพื่อตรวจสอบ
ที่แย่กว่านั้นคือ เจ้านายรู้เรื่องนี้จากโทรศัพท์ทางไกลของลูกค้า ไม่ใช่จากปากของเฉิน จื้อหมิงเอง ในสายนั้นเจ้านายอึ้งไปสามวินาทีก่อนจะถามกลับมาว่า "เรื่องนี้คุณรู้มานานแค่ไหนแล้ว" เฉิน จื้อหมิงพูดไม่ออก เพราะเขารู้เรื่องนี้มาเต็มๆ หกวันแล้ว นับจากวันนั้น เจ้านายเริ่มขอสำเนาทุกเรื่องที่มอบหมาย ขอรายงานทุกวัน ความไว้วางใจที่สะสมมาครึ่งปี พังลงเพราะโทรศัพท์สายเดียว
ปัญหาของเฉิน จื้อหมิงไม่ใช่ความขยันไม่พอ หรือความสามารถไม่ถึง เขาแค่เก็บ "ข่าวร้าย" ไว้ในลิ้นชักใจ คิดว่าจะรอจนกว่าตัวเองมั่นใจว่าแก้ได้แล้วค่อยพูด แต่สิ่งที่ทำลายความไว้วางใจในการบริหารขึ้นบนมากที่สุด มักไม่ใช่ตัวข่าวร้ายเอง แต่เป็นการที่เจ้านายได้ยินจากปากคนอื่นก่อน โดยเฉพาะจากลูกค้าหรือผู้บริหารระดับสูงกว่า
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
แอนดี้ โกรฟ (Andy Grove) อดีตซีอีโออินเทล เสนอแนวคิดสำคัญไว้ในหนังสือคลาสสิกด้านการบริหาร High Output Management (1983) ว่าบทบาทหนึ่งของผู้จัดการคือการเป็น "ระบบเตือนภัยล่วงหน้า" (early-warning system) ให้กับผู้บังคับบัญชา องค์กรจะเดินหน้าได้ราบรื่นหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ไม่มีปัญหาเกิดขึ้นเลย แต่อยู่ที่เมื่อปัญหาเกิดขึ้น ข้อมูลไหลขึ้นไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจได้เร็วแค่ไหน ให้เขามีเวลาตอบสนอง ไม่ใช่ "ถูกแจ้ง" ตอนที่สถานการณ์สายเกินแก้ไปแล้ว โกรฟถึงกับพูดตรงๆ ว่าสิ่งที่เขากลัวที่สุดไม่ใช่การที่ลูกน้องทำผิดพลาด แต่คือการที่ลูกน้อง "รู้อยู่แล้วแต่ไม่ยอมบอกเขา"
แต่การรู้ว่าต้อง "รีบพูด" ไม่ได้แปลว่าทำได้จริง เอมี เอ็ดมอนด์สัน (Amy Edmondson) ศาสตราจารย์จากฮาร์วาร์ด บิสสิเนส สคูล ตีพิมพ์งานวิจัยเรื่องความปลอดภัยทางจิตวิทยา (psychological safety) ในปี 1999 ชี้ให้เห็นว่าสาเหตุที่พนักงานปิดบังข่าวร้ายหรือประวิงเวลาการรายงาน ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากความขี้เกียจ แต่มาจากความกลัวว่า "พูดไปแล้วจะโดนตำหนิ" เมื่อที่ทำงานไม่มีกลไกชัดเจนที่บอกพนักงานว่า "ข่าวร้ายจะไม่นำมาซึ่งการลงโทษ แต่การประวิงเวลาต่างหากที่จะนำมาซึ่งปัญหา" คนส่วนใหญ่จะเลือกความเงียบโดยสัญชาตญาณ จนกว่าปัญหาจะใหญ่เกินกว่าจะซ่อนได้ นี่คือสถานการณ์ของเฉิน จื้อหมิงพอดี
พูดอีกแบบ การบริหารขึ้นบนไม่ได้แก้แค่ปัญหาว่า "คุณกล้าพูดหรือไม่" แต่ต้องแก้ปัญหาว่า "คุณมีระบบที่ทำให้คุณเคยชินกับการพูดเร็วหรือไม่" ความปลอดภัยทางจิตวิทยาให้ความกล้าที่จะพูด ส่วนระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้เครื่องมือที่ชัดเจนว่า "ควรพูดเมื่อไหร่ และพูดอย่างไร"
ลงมือทำอย่างไร
ตั้ง "เกณฑ์การรายงาน" ไว้ตั้งแต่ความผิดปกติเพิ่งปรากฏ ไม่ใช่รอจนแก้ไม่ทัน
สายการผลิตของโตโยต้ามีระบบที่รู้จักกันดีเรียกว่า "เชือกอันดง" (andon cord) พนักงานทุกคนบนสายการผลิต หากพบความผิดปกติของชิ้นงาน ไม่ว่าจะเล็กแค่ไหน มีสิทธิ์ดึงเชือกให้สายการผลิตทั้งสายหยุดทันที ระบบนี้ซึ่งริเริ่มโดยไทอิจิ โอโนะ (Taiichi Ono) ผู้บุกเบิกระบบการผลิตแบบโตโยต้า (Toyota Production System) มีตรรกะง่ายๆ อยู่เบื้องหลัง คือแทนที่จะปล่อยให้ปัญหาเล็กสะสมจนกลายเป็นหายนะใหญ่ ยอมให้ทุกความผิดปกติเล็กๆ ถูก "มองเห็น" ดีกว่า และคนที่ดึงเชือกจะไม่ถูกตำหนิ กลับถูกมองว่ากำลังปกป้องทั้งระบบ
เรียนคอร์สบังคับ 7 คอร์สให้จบก่อน (ตอนนี้ 0/7) เพื่อปลดล็อกคอร์สผู้จัดการทั้งหมด
ไปเรียนคอร์สบังคับสมาชิกฟรีทำแบบทดสอบ คุยกับโค้ช AI ฟังบทความสะสมประวัติการเรียนรู้ สมัครรับ 100 พอยต์ทันที
สมัครฟรี