เอาเรื่องของคนอื่น มาเป็นเรื่องของตัวเอง
หวังหยางหมิงพูดถึง "สรรพสิ่งเป็นหนึ่งเดียวคือความเมตตา" จาก "ต้าเสวียเวิ่น": ผู้นำที่แท้จริงไม่ได้มองคนเป็นเครื่องมือ แต่เอาเรื่องของพนักงาน ลูกค้า ซัพพลายเออร์ และชุมชน มาเป็นเรื่องของตัวเอง — นี่คือทั้งจริยธรรมและวิธีบริหารที่ได้ผลที่สุดในระยะยาว บทสุดท้ายของหลักสูตร "ความรู้กับการกระทำเป็นหนึ่งเดียว" สรุปรวบยอดทั้ง 12 บท
คุณจ้องรายชื่อพนักงานที่ต้องปลดออกอยู่นาน ฝ่ายการเงินให้ตัดคนที่ผลงานรั้งท้ายห้าคน หนึ่งในนั้นคือ "พี่หลิน" — เมื่อสามปีก่อน ตอนโรงงานขาดคนที่สุด เธอคือคนที่อาสาทำงานล่วงเวลาโดยไม่รับค่าแรงพิเศษ จนพาทีมผ่านช่วงนั้นมาได้ เมาส์ของคุณค้างอยู่บนชื่อเธอ กดไม่ลง
สองพันกว่าปีก่อน ข้าพเจ้าถามตัวเองด้วยคำถามเดียวกันนี้ใน "ต้าเสวียเวิ่น" (大學問): "คนใหญ่" กับ "คนเล็ก" ต่างกันตรงไหน? ไม่ใช่ใครอ่านหนังสือมากกว่า ตำแหน่งสูงกว่า — แต่คนใหญ่คือคนที่เห็นสรรพสิ่งในฟ้าดินเป็นหนึ่งเดียวกับตน เอาเรื่องของคนอื่นมาคิดเหมือนเป็นเรื่องของตัวเองจริงๆ
ทำไม: ความ "สะเทือนใจ" นั้นมีอยู่ในใจคุณอยู่แล้ว
ข้าพเจ้าเคยเขียนถึงประสบการณ์ที่ทุกคนเคยมี ใน "ต้าเสวียเวิ่น": เห็นเด็กกำลังจะตกบ่อน้ำ ใจคุณจะสะดุ้งและเจ็บปวดทันที — ไม่ใช่เพราะรู้จักเด็กคนนั้น ไม่ใช่เพราะช่วยแล้วจะได้อะไร แต่เป็น "จิตที่หวั่นไหวสงสาร" (怵惕惻隱之心) ที่ผุดขึ้นเองตามธรรมชาติ แม้เห็นนกและสัตว์ร้องด้วยความทุกข์ทรมาน เห็นต้นไม้ถูกหักโค่น เห็นกระเบื้องหินแตกหัก ใจคุณก็ยังรู้สึกสงสารอยู่ดี ความสงสารนี้คือ "ความรู้ดี" (เหลียงจือ/良知) คือ "เหริน" (仁) — มันผูกคุณไว้กับสรรพสิ่งในฟ้าดินตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ไม่มีใครสอน มีอยู่ในใจคุณเองตั้งแต่ต้น
ปัญหาคือ ใจดวงนี้จะถูกกิเลสส่วนตัวปกคลุมทีละชั้นจนแคบลงเรื่อยๆ เห็นคนของเราลำบากก็เจ็บใจ แต่เห็นพนักงานบริษัทอื่นถูกเลิกจ้างก็มองแค่ตัวเลขในรายงาน เห็นลูกค้าตัวเองบ่นก็กังวล แต่ลูกค้าคนอื่นถูกเอาเปรียบก็ไม่ใช่เรื่องของฉัน ขอบเขตหดเหลือแค่ "ตัวฉัน" — นี่แหละคือ "คนเล็ก" ตามที่ "ต้าเสวียเวิ่น" ว่าไว้ ไม่ใช่คนเลว แค่ใจถูกกิเลสตัดขาดจากโลกภายนอก
ทำอย่างไร: เอา "เรื่องของเขา" ใส่ในลูกคิดของคุณ
ความผิดพลาดที่แพงที่สุดในการบริหาร มักไม่ใช่เรื่องความสามารถไม่พอ แต่คือการแอบขีดเส้นแบ่งว่าเรื่องของบางคน "ไม่เกี่ยวกับฉัน": งานต่อไปของพนักงานที่ลาออก ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากซัพพลายเออร์ที่ล้มละลาย ชุมชนที่ได้รับผลจากมลพิษโรงงาน — คุณเลือกที่จะไม่นับรวมได้ แต่ตลาด กฎหมาย และเสียงสังคม ไม่ช้าก็เร็วจะคิดบัญชีให้คุณเอง แถมดอกเบี้ยแพงมาก ผู้นำที่เก่งจริงจะเอา "เรื่องของคนอื่น" เหล่านี้ใส่เข้าไปในลูกคิดตัดสินใจเอง ไม่ใช่เพราะสูงส่งทางศีลธรรม แต่เพราะในระยะยาว องค์กรแบบนี้อยู่รอดได้นานกว่า และได้รับความไว้วางใจมากกว่า
กรณีศึกษาธุรกิจ: Patagonia — "คืน" บริษัทให้โลก (สากล)
ปี 2022 อีวอน ชูอินาร์ด (Yvon Chouinard) ผู้ก่อตั้ง Patagonia ทำสิ่งที่แทบไม่มีใครทำในโลกธุรกิจ: โอนบริษัทมูลค่าสามพันล้านดอลลาร์ที่ครอบครัวเป็นเจ้าของ 100% ออกไป — ไม่ใช่ขาย หุ้นที่มีสิทธิ์ออกเสียงถูกโอนเข้า "Patagonia Purpose Trust" เพื่อรับประกันว่าพันธกิจของบริษัทจะไม่ถูกผู้ถือหุ้นในอนาคตเปลี่ยนแปลง ส่วนหุ้นที่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงบริจาคทั้งหมดให้องค์กรไม่แสวงกำไร Holdfast Collective ที่ต่อสู้กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นับจากนี้กำไรที่เหลือหลังลงทุนซ้ำในแต่ละปี ประมาณหนึ่งร้อยล้านดอลลาร์ จะนำไปใช้เพื่อสิ่งแวดล้อมทั้งหมด เขาพูดตรงๆ ว่า "โลกคือผู้ถือหุ้นเพียงรายเดียวของเราตอนนี้" นี่ไม่ใช่แคมเปญประชาสัมพันธ์ แต่คือการเอา "เรื่องของโลก" ใส่ไว้ในโครงสร้างผู้ถือหุ้นจริงๆ — สรรพสิ่งเป็นหนึ่งเดียว ในที่นี้ไม่ใช่คำขวัญ แต่คือข้อตกลงทางกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร
กรณีศึกษาธุรกิจ: เอสซีจี "รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที" — เอาน้ำของชุมชนมาเป็นเรื่องของตัวเอง (ไทยแท้ๆ)
ตั้งแต่ปี 2550 เอสซีจี (SCG) ผลักดันโครงการ "รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที" สืบสานแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ระดมเครือข่ายชุมชนกว่า 170 เครือข่าย อาสาสมัครเกือบ 90,000 คน ร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำแบบภูมิปัญญาชาวบ้านในพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อชะลอการไหลของน้ำ ฟื้นฟูแหล่งน้ำ ให้ชุมชนเกษตรกรรมปลายน้ำมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา ฟื้นฟูผืนป่าไปแล้วกว่า 230,000 ไร่ ธุรกิจหลักของเอสซีจีคือปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง น้ำในหมู่บ้านต้นน้ำไม่เคยเป็น "ปัญหาของบริษัท" โดยตรง แต่เขาเลือกเอาความขาดแคลนน้ำของหมู่บ้านต้นน้ำ ภัยแล้งและน้ำท่วมของเกษตรกรปลายน้ำ มานับเป็นเรื่องที่ตัวเองต้องดูแล — นี่แหละคือ "สรรพสิ่งเป็นหนึ่งเดียว" ที่ลงมาอยู่ในการบริหารองค์กรจริงๆ: เอาความลำบากของคนที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองเลย มาแก้เหมือนเป็นความลำบากของตัวเอง
🔧 ให้ AI ลงมือทำ: เช็กลิสต์การตัดสินใจแบบ "สรรพสิ่งเป็นหนึ่งเดียว"
คัดลอกข้อความด้านล่างนี้ให้ "ผู้บริหาร AI" แล้วใส่การตัดสินใจที่คุณกำลังลังเลอยู่ มันจะช่วยให้คุณเห็น "เรื่องของคนอื่น" ที่มักถูกมองข้าม
คุณคือที่ปรึกษาด้านปรัชญาหยางหมิงของผม ผมกำลังจะตัดสินใจเรื่อง: [อธิบายการตัดสินใจของคุณ เช่น จะเลิกจ้างพนักงานอาวุโสที่ผลงานไม่ดีหรือไม่ / จะลดคำสั่งซื้อกับซัพพลายเออร์รายหนึ่งหรือไม่ / จะมองข้ามผลกระทบจากมลพิษโรงงานต่อชุมชนรอบข้างเพื่อลดต้นทุนหรือไม่] ช่วยตรวจสอบให้ผมด้วยตรรกะ "สรรพสิ่งเป็นหนึ่งเดียวคือความเมตตา" ของหวังหยางหมิง: 1. การตัดสินใจนี้ส่งผลโดยตรงกับใครบ้าง (พนักงาน ลูกค้า ซัพพลายเออร์ ชุมชน)? ตอนนี้ผมนับผลประโยชน์ของใครแล้วบ้าง และลืมนับใครไป? 2. ถ้าเอา "เรื่องของคนอื่น" มาคิดเหมือน "เรื่องของตัวเอง" ผมจะยังตัดสินใจแบบเดิมหรือไม่? 3. มีวิธีไหนที่รักษาความอยู่รอดของบริษัทได้ โดยไม่ต้องเอาความลำบากของใครบางคนมาเป็นต้นทุนที่ถือว่าเป็นเรื่องปกติ? กรุณาระบุให้ชัดเจนเป็นข้อๆ อย่าให้แค่หลักการกว้างๆ
สัปดาห์นี้ทำได้ทันที และหนึ่งประโยคสรุปทั้ง 12 บท
สัปดาห์นี้ ลองหยิบการตัดสินใจสักเรื่องที่คุณทำอยู่ แต่มักบอกตัวเองว่า "ไม่เกี่ยวกับฉัน" มากางดูอีกครั้ง: ถ้าเรื่องนั้นเป็นเรื่องของคุณเอง คุณจะยังทำแบบเดิมหรือไม่?
จากบทแรก "จิตคือหลักการแห่งสวรรค์" มาจนถึงวันนี้ "สรรพสิ่งเป็นหนึ่งเดียว" ข้าพเจ้าอยากสรุปทั้ง 12 บทนี้เป็นประโยคเดียว: จิตคือหลักการแห่งสวรรค์บอกคุณว่าคำตอบอยู่ในใจคุณเองอยู่แล้ว เอกภาพแห่งการรับรู้และการกระทำบอกคุณว่าคิดได้ก็คือจุดเริ่มต้นของการลงมือทำ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นก็คือการกระทำสอนให้คุณเฝ้าระวังตั้งแต่ความคิดยังไม่ทันก่อตัว ตั้งปณิธานให้ทิศทางในการออกเดิน ลงมือทำในสถานการณ์จริงหล่อหลอมความรู้ดีให้คมขึ้นในความยากลำบากจริง การแจ่มแจ้งในจิตภาพสอนให้คุณฟังไม้บรรทัดในใจตัวเอง กำจัดโจรในใจและใคร่ครวญเอาชนะตัวเองสอนให้คุณชนะศึกกับตัวเองก่อน คำสอนสี่ประโยครวบทั้งหมดไว้เป็นคาถาเดียว ความจริงใจให้คุณไม่โกหกตัวเอง ทำตามความถนัดของตนเตือนคุณว่าไม่ต้องเหมือนใคร ขอแค่ทำเต็มที่ตามความสามารถของตน — และวันนี้ "สรรพสิ่งเป็นหนึ่งเดียวคือความเมตตา" คือจุดสิ้นสุดของเส้นทางทั้งหมด: เมื่อคุณเอาเรื่องของคนอื่นมาเป็นเรื่องของตัวเองจริงๆ ความรู้กับการกระทำ จึงจะหลอมรวมกันเป็นคนคนเดียวอย่างแท้จริง ขอให้คุณต่อไปนี้ไม่ใช่แค่ "รู้" แต่ "ทำได้" ไม่ใช่แค่ "ทำได้" แต่เอาเรื่องของคนอื่น มาเป็นเรื่องของตัวเองจริงๆ
📎 ที่มาทางทฤษฎี: "เห็นเด็กจะตกบ่อน้ำ...ย่อมมีจิตที่หวั่นไหวสงสาร" "ผู้เป็นคนใหญ่คือผู้เห็นสรรพสิ่งในฟ้าดินเป็นหนึ่งเดียวกับตน" จาก "ต้าเสวียเวิ่น" ของหวังหยางหมิง (ราชวงศ์หมิง สาธารณสมบัติ); กรณี Patagonia: ปี 2022 ผู้ก่อตั้งโอนหุ้นบริษัทเข้า Patagonia Purpose Trust และองค์กรไม่แสวงกำไร Holdfast Collective (ข่าวสารสาธารณะ); โครงการเอสซีจี "รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที": ดำเนินการตั้งแต่ปี 2550 มีเครือข่ายชุมชนกว่า 170 เครือข่าย อาสาสมัครเกือบ 90,000 คนร่วมสร้างฝายชะลอน้ำ (ข้อมูลเผยแพร่จากเอสซีจี)
คอลัมน์นี้จัดทำโดย "ผู้บริหาร AI" ในมุมมองบุคคลที่หนึ่งของหวังหยางหมิง ต้นฉบับดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ กรณีศึกษาและการตีความเป็นงานสร้างสรรค์ร่วมสมัย เรียบเรียงร่วมสมัยโดย: กองบรรณาธิการผู้บริหาร AI
สมาชิกฟรีทำแบบทดสอบ คุยกับโค้ช AI ฟังบทความสะสมประวัติการเรียนรู้ สมัครรับ 100 พอยต์ทันที
สมัครฟรี