ความจริงของอาการยิ่งบริหารยิ่งเหนื่อย: บทเรียนแรกเรื่องบทบาทที่คลาดเคลื่อนของหัวหน้างานมือใหม่
เรื่องราวของหัวหน้าแผนกในโรงงานทุนไต้หวันที่จังหวัดระยอง ที่ยิ่งลงมือทำเองยิ่งเหนื่อย เผยให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความสามารถ แต่อยู่ที่สูตรทักษะหลังเลื่อนตำแหน่งยังไม่ถูกปรับ
ในนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ฟ้าเพิ่งสาง เฉิน เว่ยเหลียงยืนอยู่หน้าสถานีที่ 3 ของสายการผลิตแล้ว จ้องดูแรงขันน็อตของเสี่ยวหลาน พนักงานฝ่ายผลิต นี่คือเดือนที่สามนับตั้งแต่เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกผลิต และก็เป็นเดือนที่สามติดต่อกันที่เขามาถึงโรงงานตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง แล้วกลับบ้านดึกถึงสามทุ่ม
สามเดือนก่อน เขายังเป็นช่างเทคนิคแม่พิมพ์ฝีมือดีที่สุดในโรงงาน เครื่องจักรใครติดขัดก็ต้องมาหาเขา วันที่ได้เลื่อนตำแหน่ง ผู้จัดการโรงงานตบไหล่เขาแล้วพูดว่า "ฝีมือคุณดี ดูแลคนต้องไม่มีปัญหาแน่" แต่หลังจากเลื่อนตำแหน่งแล้ว เขากลับพบว่าตัวเองเหนื่อยกว่าเดิม พนักงานพอเจอปัญหาก็รอให้เขาไปจัดการ เขาต้องเดินตรวจสายการผลิตเอง ปรับกระบวนการเอง สอนเทคนิคเอง แถมยังต้องคอยดูรายงานความคืบหน้าอีก แผนกที่มีคน 12 คน กลับกลายเป็นว่าเขาแบกไว้คนเดียว สัปดาห์ก่อน พนักงานอาวุโสสองคนบ่นกันลับหลังว่า "หัวหน้าเฉินไม่ไว้ใจพวกเราเลย อะไรก็ต้องทำเอง"
เฉิน เว่ยเหลียงรู้สึกอึดอัดใจมาก เขาก็ "บริหาร" อยู่ทุกวันไม่ใช่หรือ ทำไมถึงถูกมองว่าไม่ไว้ใจคน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เขาพยายามไม่พอ แต่อยู่ที่เขายังไม่เข้าใจว่า หลังจากเลื่อนตำแหน่งแล้ว คำว่า "บริหารจัดการ" มีความหมายเปลี่ยนไปแล้ว
ทำไม
ศาสตราจารย์โรเบิร์ต แอล. แคทซ์ แห่งโรงเรียนธุรกิจฮาร์วาร์ด เสนอ "โมเดลทักษะการบริหารสามด้าน" ไว้ในปี 1955 ซึ่งชี้ให้เห็นปัญหาของเฉิน เว่ยเหลียงได้ตรงจุด นั่นคือ ผู้บริหารต้องมีทักษะผสมผสานสามด้าน ได้แก่ ทักษะด้านเทคนิค ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ และทักษะด้านความคิดเชิงมโนทัศน์ ยิ่งตำแหน่งสูงขึ้นเท่าไร สัดส่วนของทักษะด้านเทคนิคควรลดลง ขณะที่สัดส่วนของทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์และความคิดเชิงมโนทัศน์ควรเพิ่มขึ้น ก่อนเลื่อนตำแหน่ง เฉิน เว่ยเหลียงประสบความสำเร็จเพราะทักษะเทคนิคเป็นเลิศ แต่หลังเลื่อนตำแหน่งแล้ว หากยังใช้สัดส่วนเดิม คือลงมือสาธิตเอง ซ่อมเครื่องจักรเอง ก็เท่ากับใช้สูตรทักษะของพนักงานระดับปฏิบัติการมาทำงานหัวหน้าแผนก ผลลัพธ์จึงหนีไม่พ้นการยิ่งบริหารยิ่งเหนื่อย แถมลูกน้องยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความไว้วางใจและไม่ถูกต้องการอีกด้วย
งานวิจัย "Project Oxygen" ที่ Google ดำเนินการภายในองค์กรมาหลายปี ก็ยืนยันเรื่องเดียวกัน จากการวิเคราะห์ความคิดเห็นพนักงานนับหมื่นรายการ พบว่าคุณสมบัติอันดับหนึ่งของหัวหน้างานที่ทีมงานให้คะแนนสูงสุด ไม่ใช่ "ความสามารถด้านเทคนิคเก่ง" แต่เป็น "รู้จักตั้งคำถามแบบโค้ช กล้ามอบหมายงานให้ผู้อื่น และใส่ใจเส้นทางอาชีพของลูกน้อง" ส่วนความสามารถด้านเทคนิคกลับอยู่เกือบอันดับสุดท้ายในสิบคุณสมบัติสำคัญ การวางบทบาทผิดพลาดของเฉิน เว่ยเหลียง จึงไม่ใช่เพราะเขาความสามารถไม่พอ แต่เพราะเขายังไม่ได้ปรับสูตรทักษะของตัวเองให้เหมาะกับบทบาทหัวหน้างาน
ทำอย่างไร
แบ่งงานออกเป็นสามถัง
ลองแบ่งงานที่อยู่ในมือออกเป็นสามถัง คือ "ลงมือทำ" (ทำเองด้วยมือ) "บริหารงาน" (วางกระบวนการ กำหนดจุดตรวจสอบ ดูตัวเลข) และ "บริหารคน" (สอน รับฟัง พูดคุย ให้ทิศทาง) แล้วจดสัดส่วนเวลาที่ใช้จริงในสัปดาห์นี้ หัวหน้างานมือใหม่ส่วนใหญ่จะพบว่า "ลงมือทำ" กินเวลาไปกว่าหกสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งหมายความว่าคุณยังทำงานแบบพนักงานปฏิบัติการ ทั้งที่ตำแหน่งคือหัวหน้าแผนก
กรณีศึกษา: จุดเปลี่ยนของเฉิน เว่ยเหลียง
ผู้จัดการโรงงานแนะนำให้เฉิน เว่ยเหลียงลองทำสิ่งเล็กๆ อย่างหนึ่ง ในสองสัปดาห์ต่อจากนี้ เมื่อเครื่องจักรในสายการผลิตติดขัด อย่าเพิ่งลงมือแก้เอง ให้ยืนข้างๆ แล้วถามพนักงานว่า "คุณคิดว่าปัญหาอยู่ตรงไหน" แล้วให้เวลาเขาคิดสามสิบวินาที สัปดาห์แรก ความเร็วของสายการผลิตช้าลงจริง แต่พอถึงสัปดาห์ที่สอง พนักงานสองคนที่เคยพึ่งพาเขามากที่สุด เริ่มตรวจสอบปัญหาง่ายๆ ด้วยตัวเอง มาหาเขาก็ต่อเมื่อแก้ไขไม่ได้จริงๆ เท่านั้น เฉิน เว่ยเหลียงลดจำนวนครั้งที่เดินตรวจสายการผลิตต่อวันจากแปดครั้งเหลือสามครั้ง เปลี่ยนมาใช้เวลาสิบนาทีในประชุมเช้าทุกวัน ถามแต่ละสถานีว่า "เมื่อวานมีจุดไหนติดขัดบ้าง" แทนที่จะเป็นฝ่ายไปตามหาปัญหาเอง หนึ่งเดือนผ่านไป จำนวนวันที่เขาต้องกลับบ้านดึกถึงสามทุ่มลดลงครึ่งหนึ่ง ขณะที่ประสิทธิภาพสายการผลิตกลับดีขึ้น
🔧 ลงมือทำกับ AI: ตารางแบ่งสัดส่วนงานหนึ่งสัปดาห์ของฉัน
ไม่แน่ใจว่าตัวเองติดกับดัก "ลงมือทำ" มากเกินไปหรือเปล่า? ลองพิมพ์รายการงานที่ทำจริงในสัปดาห์นี้ให้ AI ช่วยคำนวณสัดส่วนสามถัง และชี้ให้เห็นชัดๆ ว่างานไหนปล่อยมือได้แล้ว
ฉันเป็นหัวหน้างานมือใหม่ ดูแลลูกน้อง [X] คน รับผิดชอบ [ชื่อแผนก/สายการผลิต] ต่อไปนี้คือรายการงานที่ฉันทำจริงในสัปดาห์นี้ (กรุณาระบุเป็นข้อๆ ให้ละเอียดที่สุด): [วางรายการงานของคุณตรงนี้] ช่วยฉันทำสิ่งต่อไปนี้: 1. จัดหมวดหมู่แต่ละรายการเป็น "ลงมือทำ" "บริหารงาน" หรือ "บริหารคน" แล้วคำนวณสัดส่วนเวลา 2. ชี้ให้เห็นงานประเภท "ลงมือทำ" 3 อย่างที่จริงๆ แล้วมอบหมายให้ลูกน้องทำได้ ฉันแค่ตรวจสอบผลลัพธ์ก็พอ 3. สำหรับแต่ละงานที่แนะนำให้ปล่อยมือ ช่วยเขียนประโยคสั้นๆ ที่ฉันสามารถพูดกับลูกน้องตอนส่งมอบงานได้
สิ่งที่ทำได้ทันทีในสัปดาห์นี้: เลือกสถานการณ์แรกในวันพรุ่งนี้ที่คุณอยากจะ "กระโดดลงไปจัดการเอง" อดใจไว้สามสิบวินาที แล้วเปลี่ยนมาถามลูกน้องว่า "คุณคิดว่าควรทำอย่างไร" การกระทำเพียงข้อเดียวนี้ คือจุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนบทบาท
📎 อ้างอิงทฤษฎี: Robert L. Katz, "Skills of an Effective Administrator", Harvard Business Review, 1955; งานวิจัย Project Oxygen ของ Google re:Work (2008-2013)
สมาชิกฟรีทำแบบทดสอบ คุยกับโค้ช AI ฟังบทความสะสมประวัติการเรียนรู้ สมัครรับ 100 พอยต์ทันที
สมัครฟรี