ตรวจตัวเองก่อนคนอื่นจับได้: วิธีตรวจสอบภายในอย่างง่ายที่เจ้าของธุรกิจทำเองได้
SME ส่วนใหญ่ไม่ได้ขาดระบบ แต่ขาดคนย้อนกลับไปตรวจว่าระบบถูกปฏิบัติตามจริงหรือไม่ บทเรียนนี้สอนวิธี "สุ่มตรวจ" และ "สลับกันตรวจข้ามแผนก" ที่เจ้าของธุรกิจทำเองได้โดยไม่ต้องมีแผนกตรวจสอบภายในแยกต่างหาก
คุณเฉิน เจ้าของกิจการค้าอะไหล่รถยนต์ "เฉินซื่อออโต้พาร์ท" ในจังหวัดระยอง มีพนักงาน 35 คน หลักๆ ส่งอะไหล่ให้อู่ซ่อมรถในนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียง หัวหน้าคลังสินค้าชื่อหมิง ทำงานที่นี่มา 12 ปีแล้ว เป็นที่ไว้วางใจของคุณเฉินมาก ไม่เพียงดูแลการรับ-จ่ายสินค้า แต่ยังจัดการเงินสดย่อยและการตัดบัญชีสินค้าคืนคนเดียวทั้งหมด เหตุผลง่ายๆ คือ "เขาทำงานนานที่สุด คุ้นเคยที่สุด"
ปลายปีที่แล้ว เจ้าของอู่ซ่อมรถที่ทำธุรกิจด้วยกันมานานโทรมาด้วยน้ำเสียงแปลกๆ ว่า "ค่าอะไหล่เดือนที่แล้วผมโอนไปแล้วนะ ทำไมยังทวงเงินอยู่อีก" คุณเฉินตรวจใบแจ้งยอดดูจึงพบว่ามี 3 รายการที่เงินที่โอนเข้ามากับยอดในบัญชีไม่ตรงกัน เมื่อสืบต่อไปจึงพบว่าหมิงอาศัยช่องว่างของการ "รับเงินสดก่อน แล้วค่อยลงบัญชีทีหลัง" ยักยอกเงินสดย่อยและค่าอะไหล่บางส่วนต่อเนื่องเกือบ 8 เดือน จนยอดสะสมถึงหลักแสนบาทจึงถูกจับได้
สิ่งที่คุณเฉินเสียใจที่สุดในภายหลัง ไม่ใช่สิ่งที่หมิงทำ แต่คือ "เรื่องนี้แค่มีใครสักคนพลิกบัญชีดูทุกไตรมาส ก็จะจับได้ตั้งแต่ครึ่งปีก่อนแล้ว" บริษัทไม่ได้จ้างผู้ตรวจสอบภายในโดยเฉพาะ ตัวเขาเองก็ยุ่งเกินไป สุดท้าย "ไม่มีใครตรวจ" จึงกลายเป็นช่องโหว่ของระบบ ไม่ใช่แค่ปัญหาของหมิงคนเดียว
ทำไม: ช่องโหว่มักเกิดตรงจุดที่ไม่มีใครย้อนกลับไปดู
ในกรอบการควบคุมภายในระดับมืออาชีพ การตรวจสอบภายในถูกจัดวางให้เป็น "แนวป้องกันที่สาม" — แนวแรกคือการควบคุมงานของพนักงานหน้างานเอง แนวที่สองคือการกำกับดูแลและออกแบบระบบโดยฝ่ายบริหาร ส่วนแนวที่สามคือคนที่เป็นอิสระจากสองแนวแรก คอยย้อนกลับมาตรวจสอบเป็นระยะว่ากระบวนการทั้งหมดถูกปฏิบัติตามระบบจริงหรือไม่ (ตามแนวคิด Three Lines Model ของ COSO)
ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในธุรกิจ SME ไม่ใช่การไม่มีระบบ แต่คือระบบถูกเขียนไว้บนกระดาษเฉยๆ ไม่มีใครย้อนกลับไปยืนยันว่าถูกปฏิบัติตามจริงหรือไม่ กรณีของหมิงที่คนคนเดียวทำหน้าที่ทั้ง "รับ-จ่าย" และ "บันทึกบัญชี" คือสัญญาณเตือนภัยแบบคลาสสิกที่สุดในทฤษฎีการควบคุมภายใน นั่นคือการ "แบ่งแยกหน้าที่" (Segregation of Duties) ที่ไม่ได้ถูกนำมาปฏิบัติจริง เมื่อคนคนเดียวทั้งใช้ทรัพย์สินได้และบันทึกเองได้ ก็เท่ากับอนุมัติให้ตัวเอง ตรวจสอบตัวเอง ความผิดปกติจึงยากที่จะถูกจับได้จากตัวระบบเอง ต้องอาศัยคนนอกกระบวนการนั้นสุ่มตรวจเป็นระยะแทน
เจ้าของกิจการส่วนใหญ่พอได้ยินคำว่า "ตรวจสอบภายใน" มักนึกถึงแผนกตรวจสอบภายในอิสระที่มีแต่บริษัทมหาชนขนาดใหญ่เท่านั้นที่จำเป็นต้องมี จึงรู้สึกว่า "เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับบริษัทเล็กๆ ของฉัน" แต่แก่นแท้ของการตรวจสอบภายในไม่ใช่ "การมีแผนกแยกต่างหาก" แต่คือ "มีคนและมีวิธีการ ที่ก้าวออกจากงานประจำวันมาตรวจสอบเป็นระยะ" — เรื่องนี้เจ้าของกิจการเองหรือมอบหมายให้พนักงานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานนั้นโดยตรง ก็ทำได้เช่นกัน
ทำอย่างไร: สามวิธีที่ใช้ได้ทันที
1. ใช้วิธีสุ่มตรวจ ไม่ใช่ตรวจทั้งหมด
ธุรกิจ SME ไม่มีทรัพยากรพอที่จะตรวจบัญชีทั้งปีทีละรายการ และก็ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นด้วย การตรวจสอบภายในอย่างง่ายที่ได้ผลอาศัยการ "สุ่มตรวจ" (Sampling): ทุกไตรมาสเลือกบางวัน บางรายการธุรกรรม แล้วย้อนกลับไปตรวจใบส่งของ ใบเสร็จรับเงิน บันทึกการรับ-จ่ายสินค้าว่าตรงกันหรือไม่ จุดสำคัญของการสุ่มตรวจไม่ใช่การจับผิดให้ได้ทั้งหมด แต่คือทำให้ "มีคนคอยดูอยู่" กลายเป็นความจริงที่ทุกคนรู้ — เมื่อทุกคนรู้ว่าบันทึกของตัวเองอาจถูกสุ่มตรวจได้ทุกไตรมาส ความคิดฉวยโอกาสทำบัญชีปลอมหรือยักยอกก็จะลดลงอย่างมาก สามารถหมุนเวียนตรวจตามวงจรได้ เช่น ไตรมาสนี้ตรวจเงินสดและเงินสดย่อย ไตรมาสถัดไปตรวจการขายและการรับเงิน ไตรมาสต่อมาตรวจการจัดซื้อและสินค้าคงคลัง แล้วตรวจเงินเดือนและทรัพย์สิน — หมุนครบหนึ่งรอบต่อปี ก็ตรวจครอบคลุมกระบวนการหลักของบริษัทแล้ว
เรียนคอร์สบังคับ 7 คอร์สให้จบก่อน (ตอนนี้ 0/7) เพื่อปลดล็อกคอร์สผู้จัดการทั้งหมด
ไปเรียนคอร์สบังคับสมาชิกฟรีทำแบบทดสอบ คุยกับโค้ช AI ฟังบทความสะสมประวัติการเรียนรู้ สมัครรับ 100 พอยต์ทันที
สมัครฟรี