คอร์ส แก่นการจัดการสมัยใหม่ ตอนที่ 1/12 ตอน ดูสารบัญคอร์ส

ผู้บริหารควรทำอะไรกันแน่?

06/01/2025 270
6:28
ผู้บริหารควรทำอะไรกันแน่?

เลื่อนเป็นหัวหน้าแล้วแต่ยังทำงานแบบ "เซลส์เก่งสุด" อยู่หรือเปล่า? ห้าเรื่องของผู้บริหารตามแนวคิดปีเตอร์ ดรักเกอร์ พร้อมเคส Google Project Oxygen และรอยต่อในองค์กรไทย

คอร์สนี้อยากคุยกับคุณเรื่องแนวคิดการบริหารที่ใช้ได้จริงที่สุดในรอบร้อยปี — ตั้งเป้าหมายยังไง ปล่อยมือให้ลูกน้องทำงานยังไง ให้ฟีดแบ็กแบบที่คนฟังแล้วเก็บไปใช้จริง แล้วตอนต้องตัดสินใจสำคัญ ๆ จะตัดสินใจยังไง ไม่ใช่ทฤษฎีลอย ๆ แต่เป็นสิ่งที่ผมใช้จริงทุกวันมากว่ายี่สิบปีในการคุมทีม

แต่ก่อนจะเข้าเรื่องพวกนั้น เราต้องกลับไปที่คำถามพื้นฐานที่สุดก่อน: พอขึ้นเป็นหัวหน้าแล้ว หน้าที่จริง ๆ ของคุณคืออะไร? คนส่วนใหญ่พลาดตั้งแต่ข้อนี้ เพราะไม่เคยคิดให้ชัดเลย

คุณขึ้นเป็นหัวหน้ามาสามเดือนแล้ว แต่ยังมาทำงานเป็นคนแรกและกลับเป็นคนสุดท้ายทุกวัน รายงานก็ทำเอง ลูกค้าก็วิ่งเอง ระบบมีปัญหาก็ลงไปแก้เอง เข้าประชุมทีไรในหัวก็คิดแต่ว่า "เรื่องนี้ทำเองเร็วกว่า" เที่ยงคืนแล้วคนที่ยังนั่งแก้แผนงานอยู่คือคุณ แต่ตอนกลางวันทีมของคุณกลับว่างรอให้คุณสั่งงาน คุณได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว แต่สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันยังเป็นงานของ "เซลส์เก่งที่สุด" หรือ "วิศวกรเก่งที่สุด" เหมือนเดิม

ทำไมถึงเป็นแบบนี้: หน้าที่ของผู้บริหารถูกเข้าใจผิด

ปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter Drucker) ปรมาจารย์ด้านการบริหาร เขียนไว้ชัดเจนในหนังสือคลาสสิกปี 1954 เรื่อง The Practice of Management ว่า หน้าที่ของผู้บริหารไม่ใช่ "ทำงานให้ดีขึ้น" แต่คือ "ทำให้คนกลุ่มหนึ่งร่วมกันทำงานให้สำเร็จ" เขาแบ่งงานของผู้บริหารออกเป็นห้าเรื่อง: ตั้งเป้าหมาย จัดองค์กรและแบ่งงาน สร้างแรงจูงใจและสื่อสาร วัดผลงาน และพัฒนาคน (รวมถึงพัฒนาตัวเองด้วย) ดรักเกอร์มีประโยคหนึ่งที่ผมเอามาเตือนตัวเองบ่อย ๆ — การบริหารคือ "การลงมือปฏิบัติ" ไม่ใช่วิชาการที่กองสูตรไว้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำทุกวัน ปรับทุกวัน สะสมทีละนิดจนเก่งขึ้น

สิ่งที่คุณเก่งก่อนเลื่อนตำแหน่ง — ทำงานของตัวเองให้ดีที่สุด — กับสิ่งที่ต้องทำหลังเลื่อนตำแหน่ง เป็นทักษะคนละชุดกันเลย อย่างแรกเรียกว่า "ผู้ปฏิบัติงาน" (individual contributor) อย่างหลังเรียกว่า "ผู้บริหาร" (manager) ถ้าแยกสองเรื่องนี้ไม่ออก นี่คือรอยต่อที่หัวหน้ามือใหม่เจอกันบ่อยที่สุด — ตัวเองเหนื่อยจนหมดแรง แต่ทีมกลับไม่โตขึ้นเลย

ต้องทำยังไง: เริ่มจากเรื่องเดียวก่อน — เปลี่ยนจาก "ลงมือทำเอง" เป็น "ทำให้คนอื่นทำสำเร็จ"

คุณไม่จำเป็นต้องทำครบทั้งห้าเรื่องให้เต็มร้อยในคราวเดียว แต่เริ่มจากขั้นที่ติดขัดง่ายที่สุดก่อนได้: ถามตัวเองทุกวันว่า "เรื่องนี้ต้องเป็นผมทำเองจริง ๆ หรือ ผมควรสอนให้ใครสักคนทำแทน?" งานที่คุณแบกไว้คนเดียวตลอด คือสาเหตุที่แท้จริงที่ทีมของคุณไม่เติบโตขึ้น

เคสต่างประเทศ: Google ใช้ข้อมูลพิสูจน์ว่า "หัวหน้าดี ๆ สร้างความต่างได้จริง"

ปี 2008 ภายใน Google มีคนตั้งคำถามว่า ชั้นบริหารจำเป็นจริงหรือ วิศวกรเก่ง ๆ ทำงานกันเองก็พอแล้ว จะมีหัวหน้าไปทำไม ฝ่ายบุคคลไม่ได้เถียงด้วยปาก แต่ใช้ข้อมูลการประเมินผลงานและแบบสำรวจความเห็นพนักงานกว่าหนึ่งหมื่นชุด บวกกับการสัมภาษณ์อีกจำนวนมาก ทำวิจัยที่ชื่อว่า "Project Oxygen" ผลออกมาชัดเจน: ทีมที่มีหัวหน้าเก่ง กับทีมที่มีหัวหน้าไม่เก่ง มีพฤติกรรมต่างกันอย่างเห็นได้ชัด — หัวหน้าที่ดีทำหน้าที่เป็นโค้ช ปล่อยมือไม่จุกจิกควบคุมทุกก้าว ใส่ใจความสำเร็จและความเป็นอยู่ของลูกทีม และสื่อสารเป้าหมายกับความคาดหวังให้ชัดเจน งานวิจัยนี้เปลี่ยนคำถามที่ว่า "การบริหารมีประโยชน์จริงไหม" จากความรู้สึก ให้กลายเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ Google เองก็เอาพฤติกรรมเหล่านี้ไปใส่ในหลักสูตรฝึกอบรมหัวหน้างานต่อ นี่คือสิ่งที่ดรักเกอร์พูดไว้พอดี — ต้องตั้งเป้าหมายให้ชัด ต้องสร้างแรงจูงใจ ต้องสื่อสาร ไม่ใช่คำสวยหรู แต่เป็นพฤติกรรมที่พิสูจน์ผลได้จริง

เคสในไทย: จาก "พนักงานเก่งที่สุด" สู่หัวหน้า รอยต่อที่เกิดขึ้นจริงในองค์กรไทย

รอยต่อแบบนี้พบได้บ่อยมากในโรงงานและหน้าร้านของไทย สถาบัน Chartered Management Institute (CMI) ของอังกฤษติดตามปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "หัวหน้าโดยบังเอิญ" (Accidental Manager) มานาน พบว่าหัวหน้าจำนวนมากถูกเลื่อนตำแหน่งเพราะ "ทำงานเดิมเก่ง" แต่ไม่เคยได้รับการฝึกอบรมด้านการบริหารอย่างเป็นทางการเลย — คือการดันช่างเทคนิคเก่งสุด เซลส์เก่งสุด ขึ้นเป็นหัวหน้าตรง ๆ โดยไม่มีใครสอนว่า "จะนำคนยังไง" ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจริงในไทยเช่นกัน: ผลสำรวจซีอีโอไทยของ PwC ปี 2024 พบว่าซีอีโอไทยส่วนใหญ่กังวลเรื่องทักษะและประสบการณ์ของพนักงาน (รวมถึงหัวหน้าที่เพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่ง) ว่าตามงานไม่ทัน และทักษะที่องค์กรให้ความสำคัญที่สุดคือ "ภาวะผู้นำและการทำงานเป็นทีม" เก่งเทคนิคไม่ได้แปลว่านำคนเป็น ถ้าไม่เติมช่องว่างตรงนี้ ทีมก็จะติดขัดเรื่อย ๆ

🔧 ให้ AI ลงมือทำ: สร้าง "ใบตรวจสุขภาพหน้าที่หัวหน้า" ใน 3 นาที

คัดลอกข้อความด้านล่างให้ "ผู้บริหาร AI" แล้วเปลี่ยนเป็นตำแหน่งและสถานการณ์ทีมของคุณ AI จะช่วยเทียบกับห้าเรื่องของดรักเกอร์ แล้วบอกว่าคุณขาดเรื่องไหนมากที่สุด

เทมเพลตพรอมต์ต
คุณคือโค้ชด้านการบริหารของผม ผมเป็น【ตำแหน่ง】ดูแลทีม【N】คน รับผิดชอบหลักคือ【ลักษณะงาน】ช่วยตรวจสุขภาพให้ผมโดยใช้ "ห้าเรื่องของผู้บริหาร" ของปีเตอร์ ดรักเกอร์ (ตั้งเป้าหมาย จัดองค์กรและแบ่งงาน สร้างแรงจูงใจและสื่อสาร วัดผลงาน พัฒนาคน):
1. ถามผมทีละข้อว่าเดือนที่ผ่านมาผมลงมือทำอะไรบ้างในเรื่องนี้จริง ๆ ถ้าไม่มีการกระทำที่ชัดเจนให้ทำเครื่องหมาย "ขาด";
2. ชี้ว่าเรื่องไหนของผมอ่อนที่สุด และอธิบายว่าการขาดเรื่องนี้จะฉุดทีมยังไง;
3. ให้ผมหนึ่งข้อที่ลงมือทำได้จริงภายในสัปดาห์นี้ เพื่อเติมเต็มเรื่องนั้น

ก้าวแรกที่ทำได้สัปดาห์นี้

ก่อนเลิกงานวันนี้ เลือกงานหนึ่งอย่างที่คุณแบกไว้คนเดียวสัปดาห์นี้ แต่จริง ๆ สอนให้คนอื่นทำได้ เขียนออกมา แล้วพรุ่งนี้เลือกลูกทีมสักคนหนึ่ง มอบงานนั้นให้เขาไปทำ — พร้อมอธิบายเหตุผลและมาตรฐานของงานให้ชัดเจนไปด้วย นี่คือก้าวแรกจากการเป็น "ผู้ปฏิบัติงาน" สู่การเป็น "ผู้บริหาร" อย่างแท้จริง

📎 ที่มาทางทฤษฎี: งานพื้นฐานห้าเรื่องของผู้บริหาร (ตั้งเป้าหมาย จัดองค์กร สร้างแรงจูงใจและสื่อสาร วัดผลงาน พัฒนาคน) และแนวคิด "การบริหารคือการลงมือปฏิบัติ" มาจากปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter Drucker) หนังสือ The Practice of Management ปี 1954; Project Oxygen เป็นงานวิจัยภายในของฝ่ายบุคคล Google เริ่มปี 2008 มีรายงานเผยแพร่จำนวนมากและตรวจสอบได้ที่แพลตฟอร์ม Google re:Work; ปรากฏการณ์ "หัวหน้าโดยบังเอิญ" (Accidental Manager) และข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาจากงานวิจัยของ Chartered Management Institute (CMI) แห่งสหราชอาณาจักร; ข้อมูลช่องว่างทักษะและความต้องการภาวะผู้นำในองค์กรไทยอ้างอิงจากผลสำรวจซีอีโอไทยของ PwC ปี 2024

คอร์สนี้เขียนขึ้นใหม่โดยทีมงาน "ผู้บริหาร AI" ไม่ใช่การพูดแทนตัวบุคคลจริงคนใดในมุมมองบุคคลที่หนึ่ง แนวคิดการบริหารทุกจุดในบทความระบุที่มาต้นตอชัดเจน ส่วนกรณีศึกษาและการตีความเป็นงานสร้างสรรค์ร่วมสมัย เขียนโดย: กองบรรณาธิการผู้บริหาร AI

แบบทดสอบ: ยืนยันความเข้าใจ
5 บทความ · ตอบถูก 80% ผ่าน บันทึกลงโปรไฟล์การเรียนรู้ เข้าสู่ระบบเพื่อทำแบบทดสอบ
ถาม AI: บทความนี้ใช้กับการบริหารของคุณอย่างไร?
เนื้อหาสร้างโดย AI จากบทความนี้ โปรดใช้วิจารณญาณในการพิจารณาความถูกต้อง
ตอนถัดไป・แก่นการจัดการสมัยใหม่ MBO บริหารตามเป้าหมาย: ให้ทุกคนบริหารจัดการตัวเอง

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้ที่จำเป็นเพื่อรักษาการเข้าสู่ระบบและภาษา และเก็บพฤติกรรมการใช้งานเพื่อปรับปรุงบริการ คุณเลือกเฉพาะที่จำเป็นได้ นโยบายความเป็นส่วนตัว