เหล็กเส้นขึ้นราคา 15% ใน 3 สัปดาห์ ควรตุนของไหม? ถอดรหัส "ราคา" ในฐานะสายข่าวตลาด
ราคาไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นข้อมูลข่าวกรองที่บีบอัดอุปสงค์ อุปทาน และต้นทุนทั้งตลาดเอาไว้ บทความนี้ใช้ทฤษฎีของฮาเยคสอนให้เจ้าของธุรกิจแยกสัญญาณราคาออกเป็นสามมุม ไม่ต้องตุนของหรือขึ้นราคาตามความรู้สึกอีกต่อไป
พี่นกเปิดร้านวัสดุก่อสร้างเล็กๆ อยู่แถวนนทบุรี ขายเหล็กเส้น ปูนซีเมนต์ และอิฐ ให้กับผู้รับเหมารายย่อยและเจ้าของบ้านที่ปลูกบ้านเองในละแวกนั้น เดือนที่แล้วเธอสังเกตว่าราคาส่งเหล็กเส้นนำเข้าขยับขึ้นเกือบ 15% ภายในเวลาแค่ 3 สัปดาห์ ซัพพลายเออร์โทรมาบอกสั้นๆ ว่า "วัตถุดิบกำลังขึ้นราคา จะตุนของก็รีบเลย" แล้ววางสาย
พี่นกใจไม่ดี จะขึ้นราคาขายปลีกตามไปด้วยดีไหม จะกู้เงินมาซื้อของตุนไว้ก่อนดีไหม เธอไปถามเพื่อนที่ทำร้านช่างไฟฟ้าข้างบ้าน เพื่อนตอบแค่ว่า "ก็ทุกอย่างมันขึ้นราคาหมดแหละ" ฟังดูเหมือนไม่ได้ตอบอะไรเลย แต่นี่คือสิ่งที่เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจเมื่อเจอราคาผันผวน คือรู้แค่ว่า "ขึ้น" แต่ไม่มีใครอธิบายได้จริงๆ ว่าทำไมถึงขึ้น จะขึ้นไปอีกนานแค่ไหน แล้วควรรับมืออย่างไร
ทำไม
ในปี 1945 นักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรีย ฟรีดริช เอ. ฮาเยค (Friedrich A. Hayek) ตีพิมพ์บทความ "The Use of Knowledge in Society" ในวารสาร American Economic Review เสนอมุมมองที่ส่งอิทธิพลมาถึงทุกวันนี้ว่า ปัญหาที่แท้จริงของระบบเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ที่ทรัพยากรมีไม่พอ แต่อยู่ที่ "ใครรู้อะไร" ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วกระจัดกระจายอยู่ในมือคนนับล้าน คนขายวัตถุดิบรู้ต้นทุนของตัวเอง บริษัทขนส่งรู้ค่าขนส่งของตัวเอง ผู้บริโภครู้ว่ายอมจ่ายเท่าไหร่ แต่ไม่มีหน่วยงานกลางใดรู้ข้อมูลทั้งหมดพร้อมกันได้
ฮาเยคชี้ว่า "ราคา" คือกลไกอัจฉริยะที่แก้ปัญหานี้ มันไม่ต้องมีใครสั่งการ แต่สามารถบีบอัดอุปสงค์ อุปทาน ต้นทุน และความคาดหวังของคนทั้งโลกให้กลายเป็นตัวเลขตัวเดียวที่ทุกคนอ่านออก เหล็กเส้นขึ้นราคาไม่ใช่การตัดสินใจของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็น "สรุปข่าวกรอง" ที่ผุดขึ้นเองจากการตัดสินใจซื้อขายนับล้านครั้ง 15% ที่พี่นกเห็นนั้น แท้จริงแล้วคือรายงานเข้ารหัสที่รวมต้นทุนแร่เหล็กทั่วโลก ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานในอาเซียน ค่าระวางเรือ และแม้แต่จิตวิทยาการตุนของในวงการเดียวกัน เอาไว้ด้วยกัน เธอเพียงยังไม่รู้วิธีถอดรหัสมันเท่านั้น
ทำอย่างไร: แตกคำถามการเปลี่ยนแปลงราคาเป็น 3 ข้อ
ถ้าอยากอ่านราคาให้ออกในฐานะสายข่าว เจ้าของธุรกิจต้องหัดแยกทุกครั้งที่ราคาขึ้นลงออกเป็น 3 แหล่งสัญญาณที่เป็นไปได้ แทนที่จะรีบตอบสนองทันที
1. ฝั่งอุปสงค์กำลังพูด หรือฝั่งอุปทานกำลังพูด
ถ้าอุปสงค์สูงขึ้น มักหมายถึงตลาดปลายน้ำกำลังคึกคัก เช่น ช่วงหลังมานี้ที่โครงการโครงสร้างพื้นฐานและที่อยู่อาศัยในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพิ่มขึ้น ความต้องการเหล็กเส้นและปูนซีเมนต์ก็ขยับขึ้นตาม แต่ถ้าอุปทานตึงตัว มักเป็นเพราะต้นทุนถูกดันขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหล็กแท่งนำเข้า ค่าระวางเรือ หรือต้นทุนพลังงานที่ตึงตัวจุดใดจุดหนึ่งในห่วงโซ่ ก็จะสะท้อนออกมาที่ราคาส่ง สองกรณีนี้ต้องรับมือต่างกันโดยสิ้นเชิง กรณีแรกคือตลาดกำลังขยายตัว เจ้าของร้านควรพิจารณาว่าจะขยายสต๊อกและฐานลูกค้าตามไปด้วยหรือไม่ กรณีหลังคือทั้งห่วงโซ่อุปทานกำลังขึ้นราคาพร้อมกัน การปรับราคาขายปลีกของตัวเองจึงมีความชอบธรรม แต่การตุนของแบบไม่คิดหน้าคิดหลังอาจกลายเป็นการซื้อที่จุดสูงสุดพอดี
เรียนคอร์สบังคับ 7 คอร์สให้จบก่อน (ตอนนี้ 0/7) เพื่อปลดล็อกคอร์สผู้จัดการทั้งหมด
ไปเรียนคอร์สบังคับสมาชิกฟรีทำแบบทดสอบ คุยกับโค้ช AI ฟังบทความสะสมประวัติการเรียนรู้ สมัครรับ 100 พอยต์ทันที
สมัครฟรี