ตลาดมีประสิทธิภาพขนาดนั้น แล้วทำไมต้องเปิดบริษัท คำถามของโคส
คำถามคลาสสิกของโคสในปี 1937 ที่ว่า ตลาดสามารถประสานธุรกรรมได้เองอยู่แล้ว เหตุใดจึงยังต้องมี "บริษัท" ซึ่งใช้คำสั่งแทนการซื้อขาย คำตอบคือธุรกรรมในตลาดแฝงต้นทุนสามแบบ บทนี้พาคุณสังเกตสัญญาณว่าเมื่อไหร่ควรผนวกงานเข้าภายใน
เอกชัย นักออกแบบเว็บไซต์ฟรีแลนซ์แถวทองหล่อ กรุงเทพฯ ทำธุรกิจแบบ "โมเดลตลาด" มาตลอดสามปี คือทุกครั้งที่รับงานใหม่ เขาจะไปหาดีไซเนอร์ โปรแกรมเมอร์ฝั่งหน้าบ้าน และคนเขียนคอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์มรับงานฟรีแลนซ์ ประกอบเป็นทีมชั่วคราวเฉพาะกิจ พองานจบก็แยกย้าย งานถัดไปก็หาทีมใหม่อีกครั้ง วิธีนี้ทำให้เขาไม่ต้องแบกพนักงานประจำเลยสักคน ต้นทุนยืดหยุ่นสุด ๆ เดือนไหนไม่มีงานก็แทบไม่มีภาระ
เดือนที่แล้ว เขาได้สัญญางานปรับปรุงเว็บไซต์ให้เชนร้านขายยาแห่งหนึ่งเป็นเวลา 6 เดือน ลูกค้าต้องการให้ทีมเดิมทำงานต่อเนื่อง พร้อมประชุมปรับแผนได้ตลอด และต้องเข้าใจระบบภายในของลูกค้าด้วย เอกชัยลองคำนวณดูแล้วพบว่า ถ้ายังทำแบบเดิมคือหาคนใหม่ผ่านแพลตฟอร์มทุกครั้ง ต่อรองราคาใหม่ทุกครั้ง ปรับจูนความเข้าใจกันใหม่ทุกครั้ง แค่สองเดือนแรกที่ใช้หาคนและประชุมยืนยันความต้องการก็กินเวลาไปเกือบหนึ่งในสี่ของชั่วโมงทำงานทั้งหมด ลูกค้าเองก็เคยบ่นว่างานสะดุดเพราะ "ไม่ชัดว่าใครรับผิดชอบอะไร"
คำถามหนึ่งผุดขึ้นในใจเขา ถ้าตลาดมีประสิทธิภาพขนาดนั้น — อย่างที่เรียนไปในบทก่อนว่าอุปสงค์อุปทานปรับราคากันเองได้อย่างไร แรงจูงใจชี้นำพฤติกรรมคนอย่างไร — แล้วทำไมเขาถึงต้องคิดจะ "ดึงคนกลุ่มนี้เข้ามา" ตั้งบริษัท เซ็นสัญญาจ้างงานระยะยาว ในเมื่อทุกคนต่างต่อรองราคาและซื้อขายกันเองในตลาดได้อย่างอิสระอยู่แล้ว ใช้กลไกตลาดตรง ๆ ไม่มีประสิทธิภาพที่สุดหรอกหรือ แล้วทำไมโลกนี้ถึงยังมีสิ่งที่เรียกว่า "บริษัท" อยู่เลย
ทำไม
ปี 1937 นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษวัยเพียง 26 ปี โรนัลด์ โคส (Ronald Coase) ตีพิมพ์บทความ "The Nature of the Firm" (ธรรมชาติของบริษัท) ตั้งคำถามที่แทบไม่มีใครในวงการเศรษฐศาสตร์ยุคนั้นตอบอย่างจริงจังมาก่อนว่า ถ้ากลไกตลาดมีประสิทธิภาพขนาดนั้นจริง เหตุใดโลกจึงยังมีองค์กรที่เรียกว่า "บริษัท" ซึ่งใช้คำสั่งบังคับบัญชาแทนการซื้อขายในตลาดเพื่อจัดสรรการผลิต โคสได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 1991 จากแนวคิดนี้
คำตอบของโคสคือ การทำธุรกรรมในตลาดดูเหมือนไม่มีต้นทุน แต่แท้จริงแล้วแฝงต้นทุนไว้ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์รุ่นหลังเรียกรวมกันว่า "ต้นทุนธุรกรรม" (transaction cost) อย่างน้อยมีสามประเภท คือ "ต้นทุนการค้นหา" ที่ต้องเสียเวลาแรงงานหาคู่ค้าที่เหมาะสม "ต้นทุนการเจรจาและทำสัญญา" ที่ต้องต่อรองเงื่อนไขและเซ็นสัญญาใหม่ทุกครั้ง และ "ต้นทุนการติดตามกำกับดูแล" ที่ต้องคอยตรวจสอบว่าอีกฝ่ายทำตามที่ตกลงจริงหลังธุรกรรมเสร็จสิ้น เมื่องานชิ้นหนึ่งต้องซื้อขายในตลาดซ้ำ ๆ ต้องค้นหาใหม่ เจรจาใหม่ เฝ้าดูใหม่ทุกครั้ง ต้นทุนเหล่านี้รวมกันอาจแพงกว่าการ "รับคนคนนั้นเข้าบริษัท" ผูกด้วยสัญญาจ้างระยะยาวฉบับเดียวที่ตกลงกันครั้งเดียวจบ แล้วหลังจากนั้นแค่ "สั่งงาน" โดยไม่ต้องเจรจาใหม่ทุกครั้ง พูดให้ถึงที่สุด บริษัทก็คือกลุ่มคนที่รวมตัวกันเพื่อประหยัดต้นทุนธุรกรรมในตลาด กลายเป็น "เกาะแห่งคำสั่ง" ที่ภายในขอบเขตของบริษัทใช้การบริหารจัดการแทนการต่อรองในตลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เรียนคอร์สบังคับ 7 คอร์สให้จบก่อน (ตอนนี้ 0/7) เพื่อปลดล็อกคอร์สผู้จัดการทั้งหมด
ไปเรียนคอร์สบังคับสมาชิกฟรีทำแบบทดสอบ คุยกับโค้ช AI ฟังบทความสะสมประวัติการเรียนรู้ สมัครรับ 100 พอยต์ทันที
สมัครฟรี